นายฉัตรพงษ์ จอมการณ์นนท์ หรืออากง ที่เป็นเจ้าภาพหลัก ได้ออกมาชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า ขอยืนยันว่าทั้งตัวเอง และคณะเจ้าภาพไม่มีใครหอบเงินกฐินหนีตามที่ถูกกล่าวหาเลย เงินทุกบาทยังอยู่ที่วัดตั้งแต่วันที่ 14 พ.ย. จนถึงวันนี้ พอข่าวออกมาว่าเจ้าภาพหอบเงินกฐินหนี ก็ตกใจมาก และขอชี้แจงว่าหลังจากเสร็จพิธีและนับเงินเรียบร้อยก็แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 100,000 บาท ใส่ถังพลาสติกห่อผ้าขาว ถวายส่วนตัวให้กับเจ้าอาวาสกับมือ ส่วนอีก 131,702 บาทที่ใส่ถังพลาสติกอีกใบห่อด้วยผ้าขาวเหมือนกัน ที่ตั้งใจว่าจะเก็บไว้สร้างพระปรางค์สายญาติ ให้กับทางวัด ก็ตั้งไว้ในกุฏิของหลวงพ่อ ซึ่งก็แจ้งหลวงพ่อทราบแล้ว ยืนยันว่าไม่มีใครได้เอาเงินออกมาจากวัดเลยแม้แต่บาทเดียว
ส่วนที่กล่าวหาว่าไม่ได้แจ้งยอดและประกาศให้ทราบนั้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะหลังจากนับเงินเสร็จก็เขียนใส่กระดาษเอาไว้แล้วแจ้งให้คณะเจ้าภาพรับทราบกันทุกคนแบบปากต่อปากบางคนก็ถ่ายรูปกระดาษไว้ ส่วนที่ไม่ได้ประกาศเนื่องจากเครื่องขยายเสียงทั้งของ ผญบ. และของทางวัดเสียใช้การไม่ได้จึงไม่ได้ประกาศ ก็ยังงงว่าทุกคนทราบแต่ทำไมกรรมการอ้างว่าไม่ทราบ จึงเชื่อว่าปมเหตุที่เกิดขึ้นเป็นเพราะมีคนไม่พอใจตนเองส่วนตัวมากกว่า
แต่หลวงพ่อ ก็ควรจะบอกกรรมการฯ และญาติโยมให้เข้าใจว่าความจริงเป็นยังไง ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดความเข้าใจผิด แต่หลังจากเกิดเรื่องทั้งตนและคณะเจ้าภาพฯ ก็รีบเดินทางไปที่วัด หลวงพ่อก็ยอมรับว่าเข้าใจคลาดเคลื่อน และพูดมาคำหนึ่งว่า “หลวงพ่อนึกไม่ถึง”
ยอมรับว่าเสียใจเพราะทำบุญที่วันนี้มา14ปีแล้วไม่เคยมีปัญหา ทั้งจัดกฐิน ผ้าป่า รวมถึงปัจจัยส่วนตัวทั้งสร้างหลังคา ซ่อมเมรุ สร้างพระสีวลี และติดไฟโซล่าเซล รวมถึงปลูกต้นไม้ให้กับวัด โดยเงินกฐินหรือผ้าป่า จะแบ่งถวายให้หลวงพ่อส่วนตัว ที่เหลือก็ก่อสร้างตามจุดประสงค์ แต่หลวงพ่อกลับไม่แจ้งให้ญาติโยมได้รับทราบ จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด แต่ก็ไม่ได้โกรธเพราะความจริงก็รู้อยู่แก่ใจ
นายนิยม กางบิด เจ้าภาพร่วมที่เป็นคนถือถังพลาสติกใส่เงินกฐินไปเก็บไว้ในกุฏิเจ้าอาวาส ยืนยันเจ้าภาพทุกคนทราบได้ยอดกฐินทั้งหมดเท่าไหร่ และได้มอบให้ทางวัดครบแล้ว ไม่มีใครหอบเงินออกมาจากวัดตามที่ถูกกล่าวหาเลย การกล่าวหาแบบนี้ทำให้คนที่ตั้งใจไปทำบุญเสียหาย
ภาพ/ข่าว : สุรชัย พิรักษา จ.บุรีรัมย์