เชื่อว่า ในราวปีหน้า ประเทศไทยจะมีวัคซีนจำนวนมาก เพื่อนำมาฉีดกระตุ้นให้กับคนไทย ทำให้ต้องมองหาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูง โดยมุ่งไปที่วัคซีนเจนเนอเรชั่นใหม่และบูสเตอร์โดส เพราะคนไทยยังจำเป็นต้องฉีดวัคซีนอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือตามนโยบายในขณะนี้หากเป็นการฉีดซิโนแวค หรือแอสตร้าเซนเนก้า ยังต้องฉีดทุก 6 เดือน
รศ.นพ.พฤหัส กล่าวอีกว่า
"อีกภารกิจของรพ. คือการจัดหายาต้านไวรัส “โมลนูพิราเวียร์” (Molnupiravir) ยาเม็ดชนิดรับประทานออกฤทธิ์ต้านไวรัส ผลิตโดยบริษัท เมอร์ค ซึ่งขณะนี้สภามหาวิทยาลัยได้ผ่านความเห็นชอบในการนำเข้าแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการยื่นขออนุญาตต่ออย. ในการสั่งซื้อเพื่อนำเข้ามาวิจัย หากอย. อนุญาตก็สามารถนำเข้ามาได้ทันที"
"ใช้เวลา 1 เดือนในการศึกษาวิจัยเพื่อประเมินผลเบื้องต้นกับผู้ป่วยไวรัสหลังได้รับการติดเชื้อ แต่หากจะต้องทำการวิจัยในทุกขั้นตอนให้สำเร็จลุล่วง อาจจะต้องใช้เวลาราว 1 ปี อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยาโมลนูพิราเวียร์มีการอนุมัติให้ใช้ในกรณีฉุกเฉินแล้วที่ ประเทศอังกฤษ และอินโดนีเซีย"
"หากประเทศไทย ได้รับการอนุมัติให้ใช้ยาได้ และมีผลวิจัยจากรพ. แบ็คอัพ ก็จะทำให้ภาครัฐมีความมั่นใจยิ่งขึ้น การนำเข้ายาโมลนูพิราเวียร์ที่ได้เจรจาจัดหาครั้งนี้ จะมีราคาต้นทุนที่ 1,500-2,000 บาทต่อคอร์ส (40 เม็ด) ราคาจะถูกกว่าเดิมที่กำหนดไว้ 23,000 บาทต่อคอร์ส (40 เม็ด) จะทำให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงยาได้มากยิ่งขึ้น และเป็นการเตรียมความพร้อม หากเกิดการระบาดขึ้นอีก” รศ.นพ.พฤหัส กล่าวทิ้งท้าย