นอกจากนี้ในระยะถัดไปฟรุตต้า ไบโอเมดและลัช เตรียมพัฒนาสบู่ก้อน Bath Bomb เปลี่ยนสี โดยใช้วัตถุดิบหลักจากเปลือกมังคุดและบีทรูท ซึ่งการใช้งานผลิตภัณฑ์สามารถสังเกตได้จากสี เมื่ออยู่ในระหว่างการแช่ ขัดผิว สครับ เพื่อชำระล้างเหงื่อไคล น้ำจะมีสีชมพูแสดงสภาวะความเป็นกรดอ่อน และเมื่อทำปฏิกิริยาเสร็จสิ้นสมบูรณ์น้ำจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์สามารถชำระล้างร่างกายเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการบำรุงผิวได้ นับเป็นนวัตกรรมที่ใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์การใช้งาน โดยใช้สารเคมีชีวภาพที่ปลอดภัยและใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้อุตสาหกรรมเวชสำอาง ปัจจุบันแบรนด์ L'Oréal เป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดทั่วโลก ขณะที่แบรนด์ LUSH อยู่ในอันดับที่ 33 ปัจจุบันมีสาขากว่า 900 แห่งใน 50 ประเทศทั่วโลก ซึ่งมีสาขาส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาและมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยแบรนด์ได้ตั้งเป้าหมายสู่อันดับ 1 ของอุตสาหกรรมในแง่แบรนด์ที่มีผลดีต่อสิ่งแวดล้อมและโลกมากที่สุด โดยมีภารกิจสำคัญเร่งด่วน 3 ประการที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ 1. ทำผลิตภัณฑ์ที่ทุกคนต้องการ 2. เป็นอันดับ 1 ในทุกกลุ่มสินค้า และ 3. สนับสนุนการพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางเพื่อปกป้องโลก
ขณะที่แบรนด์ Dr.Bronner แบรนด์สบู่เหลว ครีมบำรุงผิว ชื่อดังในอเมริกา มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัตถุดิบออร์แกนิค และมีหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจแบบ Fair Trade หรือการคำนึงถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในธุรกิจตั้งแต่ผู้ปลูก ชาวสวน ผู้ผลิต ลูกค้า ไปจนถึงลดการใช้แพคเกจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกแบรนด์ที่ได้ร่วมโครงการ Leave Nothing Behind ในการพัฒนาแพจเกจจิ้งที่ย่อยสลาย อีกทั้งได้วางแผนลดการใช้ฉลาก เปลี่ยนเป็นการพิมพ์บนขวดด้วยหมึกจาก Plant Base Printing เพื่อลดปัญหาขยะและคาร์บอนฟุตปรินท์
“สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์เวชสำอาง (Cosmeceutical) ทางฟรุตต้าไบโอเมด ยังไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการสร้างแบรนด์ไปสู่ผู้ใช้เอง แต่มียุทธศาสตร์ในการทำงานร่วมมือกับแบรนด์ที่ให้ความสำคัญและมีบทบาท ทรงอิทธิพลในการสื่อสารไปยังผู้คน สังคม อุตสาหกรรม และผู้บริโภค โดยใช้ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเทคโนโลยี กระบวนการ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ ผนวกกับความหลากหลายทางวัตถุดิบทางชีวภาพของไทย ส่งออกผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงที่เริ่มต้นจากการใช้ผลิตผลทางการเกษตรไทยไปสู่ตลาดโลกให้ได้มากที่สุด” นายรักชัย กล่าวทิ้งท้าย