เราสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในภาคพลังงานและขนส่งได้จริง คิดเป็นร้อยละ 17.49 จากกรณีปกติ หรือคิดเป็น 64.20 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2562 ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2 เท่า และเร็วกว่าแผน 1 ปี แต่เราต้องไม่พอใจเพียงเท่านี้ รัฐบาลจึงเห็นชอบให้มีการเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “BCG” อย่างเต็มกำลัง ซึ่งก็คือแนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ให้เป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ โดยผมได้นำเสนอนโยบายนี้ต่อผู้นำทั่วโลกในที่ประชุม COP26 นี้ และผลักดันให้เป็นวาระหลักในการประชุม APEC ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพในปีหน้าอีกด้วย
นอกจากนั้น รัฐบาลยังมีความมุ่งมั่นในการใช้พลังงานสะอาด พลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์ฟาร์ม ไบโอดีเซล แทนพลังงานจากฟอสซิล ในรูปแบบเดิมที่ก่อให้เกิดมลภาวะ และการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยแก้วิกฤต climate change เช่น การผลิตและการส่งเสริมให้มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศให้มากขึ้น เป็นต้น
ภารกิจการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแก้ปัญหาโลกร้อนนี้ ถือว่าเป็นภารกิจต่อเนื่องยาวนาน ที่ทุกคน ทุกภาคส่วนต้องร่วมแรงร่วมใจกัน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ภาควิชาการ และเราทุกคน โดยเฉพาะพลังบริสุทธิ์จากเยาวชน ที่จะทำงานเชื่อมโยงกับนโยบายที่รัฐบาลได้วางไว้ ผ่านกลไกและรูปแบบต่างๆ เช่น การสร้างความตระหนักถึงความร้ายแรงของปัญหาโลกร้อน และจิตสำนึกสีเขียวที่รักและหวงแหนสิ่งแวดล้อม การให้ความรู้ การสร้างนวัตกรรมที่มีพื้นฐานอยู่บนความเป็นมิตรต่อโลก การขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนความสมดุลของการปกป้องและไม่ทำลายธรรมชาติ ซึ่งเรารอช้าไม่ได้อีกแล้วที่ทุกคนต้องร่วมมือกันตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตของโลก และของลูกหลานเราทุกคนครับ