หมออนุตตร ยังได้ระบุอีกว่า โดยส่วนตัวคิดว่าถ้าสามารถปฏิบัติตามมาตรการที่กล่าวมาได้ โอกาสที่นักท่องเที่ยวจะนำเชื้อโควิด-19 เข้ามาจะมีโอกาสน้อย แต่ที่น่ากังวลคือนักท่องเที่ยวจะมารับเชื้อภายในประเทศ แล้วไปแพร่เชื้อต่อให้กับนักท่องเที่ยวหรือคนไทยมากกว่า เพราะมาตรการการป้องกันโรคของแต่ละประเทศจะแตกต่างกัน หลายๆ ประเทศตอนนี้ก็ไม่ได้เคร่งครัดมาตรการเท่าไหร่ เมื่อเข้ามาในประเทศไทยเราจะบังคับใช้มาตรการเหล่านี้ได้อย่างไร ขนาดคนไทยกันเองเรายังบังคับกันไม่ค่อยได้คงต้องช่วยกันทุกภาคส่วน
ภาครัฐต้องปฏิบัติตามมาตรการที่ประกาศไว้อย่างเข้มงวด ไม่ละเว้นการปฏิบัติโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวหรืออิทธิพลใด และต้องมีการประเมินสถานการณ์การระบาดหลังการเปิดประเทศหรือเปิดกิจกรรมต่าง ๆ โดยไม่เพียงให้ความสำคัญกับตัวเลขการระบาด แต่ต้องให้ความสำคัญกับสถานการณ์ของระบบรักษาพยาบาลในแต่ละพื้นที่ ว่าเพียงพอในการรับภาระการดูแลผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นได้หรือไม่ และปรับมาตรการต่าง ๆ ให้ทันกับสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ รวมทั้งเร่งกระจายวัคซีนให้เพียงพอกันทั้งประเทศ
ภาคธุรกิจต้องปฏิบัติตามมาตรการของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง COVID-free setting เช่นเรื่องการระบายอากาศที่ดี การเว้นระยะห่าง การให้พนักงานฉีดวัคซีนให้ครบถ้วน และตรวจ ATK เป็นระยะ โดยต้องเคร่งครัดมาตรการการป้องกันโรคโดยไม่ละเว้น ทั้งกับลูกค้าทั้งคนไทยและต่างประเทศ
ภาคประชาชนต้องช่วยกันคงมาตรการ DMHTT และ Universal prevention ด้วยการเว้นระยะห่าง ล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัยอย่างถูกต้อง หลีกเลี่ยงที่แออัด และรับวัคซีนเมื่อมีโอกาสโดยไม่ลังเล รวมทั้งต้องเป็นหูเป็นตาให้กับภาครัฐ หากพบมีการละเมิดมาตรการป้องกันโรค คงต้องไม่นิ่งเฉย แจ้งให้ จนท.ทราบ
ส่วนพวกเราบุคลากรทางการแพทย์ก็คงทำได้แต่ทำงานของเราให้ดีที่สุด และหวังว่าสถานการณ์ต่าง ๆ จะไม่กลับมาเลวร้ายเหมือนที่ผ่านมา พวกเราคงไม่อาจเรียกร้องให้ปิดประเทศต่อไปอีก เพราะปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมก็รุนแรงเช่นกัน และแนวโน้มทั่วโลกในการเปิดเศรษฐกิจก็เป็นแบบเดียวกัน แต่อย่างไรพวกเราก็ขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโรคอย่างเต็มที่ ขอแสดงความขอบคุณ ห่วงใยและเป็นกำลังใจให้กับบุคลากรทางการแพทย์ด่านหน้าทุกท่าน และขอบคุณทุกฝ่ายที่จะร่วมมือร่วมใจกันฝ่าวิกฤติโควิด 19 นี้ไปด้วยกัน