การประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทย ที่จังหวัดขอนแก่น วันเดียวกับการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ เทียบได้กับ “วันแดงเดือด” ศึกพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โดยฝ่ายเพื่อไทย ชนะขาด

พรรคเพื่อไทย มีวาระชัดเจน “ประชุมใหญ่” เพื่อเปลี่ยนแปลงกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ โดยไฮไลท์อยู่ที่การรีแบรนด์พรรค ซึ่งโหมประโคมข่าวไปก่อนหน้านี้หลายสัปดาห์

 

แตกต่างจากพลังประชารัฐ ที่ “ประชุมด่วน”  เฉพาะกรรมการบริหารพรรค เพื่อเคลียร์ปัญหาภายใน เปลี่ยนตัว ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า พ้นจากเลขาธิการพรรค

 

ดร.สติธร ธนานิธิโชติ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า วิเคราะห์ การประชุมของ 2 พรรคการเมือง “เพื่อไทย” และ “พลังประชารัฐ” ว่า พรรคเพื่อไทย มีความชัดเจนว่าเป็นการประชุมใหญ่ประจำปีเป็นการประชุมอย่างเป็นทางการ แต่พลังประชารัฐ เป็นการประชุมเฉพาะกิจ จึงมีความเป็นทางการน้อยกว่า แต่การประชุมในวันนี้ของพลังประชารัฐ ถ้าผลเป็นอีกแบบนึง นั่นหมายความว่า วันข้างหน้าก็จะต้องมีการเรียกประชุมใหญ่เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่

 

ดร.สติธร มองการประชุมใหญ่พรรคเพื่อไทย ไว้ 2 ประเด็นหลัก คือ 

 

1.พรรคเพื่อไทย มีความตั้งใจที่จะเรียกประชุมเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพรรค ดังนั้น สาระสำคัญของการประชุมพรรคเพื่อไทยในวันนี้คือเพื่อไทยมีภาพในใจ และผู้มีบารมีภายในพรรค สามารถคุณพรรคได้ หมายถึง การประชุมครั้งนี้ เป็นวางเป็นการวางอนาคตเพื่อเตรียมการเลือกตั้งเพื่อทวงคืนความยิ่งใหญ่ 

 

สาระสำคัญทำให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทย คิดอย่างไรกับการเลือกตั้งครั้งหน้า คำตอบคือการรีแบรนด์ตัวเอง 

 

จากนี้ไปพรรคเพื่อไทยจะมองไปที่ภารกิจ 2 ด้าน คือ 1.ภารกิจเฉพาะหน้า ระหว่างการประชุมสภา ไปถึงการยุบสภา 2.ภารกิจเพื่อเตรียมการเลือกตั้งในครั้ง โดยโจทก์ใหญ่คือการดึงเสียงคนรุ่นใหม่มาสมัครสนุนพรรคเพื่อไทย 

 

โดยภารกิจทั้ง 2 อย่างนี้ สามารถทำพร้อมกันและจะเห็นว่า นายแพทยชลน่าน ศรีแก้ว ตอบโจทย์ทั้ง 2 เรื่องนี้ 

เทียบฟอร์ม"เพื่อไทย"ขยับ "พลังประชารัฐ"ชะงัก

การเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรคเพื่อไทย ครั้งนี้ แสดงว่าพรรคเพื่อไทย จะใช้โมเดล “ผู้อาวุโสนำพรรค” อีกแล้ว เพราะที่ผ่านมา บทบาทของผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ (นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์) ไม่โดดเด่น ดังนั้น พรรคเพื่อไทย จะต้องหาคนที่แสดงบทบาทเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ที่โดดเด่นให้ได้ โผจึงไปออกที่นายแพทย์ชลน่าน และนายสุทิน คลังแสง แต่นายสุทิน ไม่ตอบโจทย์เรื่องของการดึงคนรุ่นใหม่ เท่ากับนายแพทย์ชลน่าน ที่มีทั้งความโดดเด่นในการอภิปรายในสภาฯ และภาพของคนรุ่นใหม่ กว่า

 

ประเด็นสำคัญต่อมาก็คือการเปิดตัว “อุ๊งอิ๊ง”  น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ลูกสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาด้านการมีส่วนร่วมและนวัตกรรม พรรคเพื่อไทย ถือว่าชัดเจน ว่า นายทักษิณ เอาจริงกับพรรคเพื่อไทย 

เทียบฟอร์ม"เพื่อไทย"ขยับ "พลังประชารัฐ"ชะงัก

แตกต่างกับการเลือกตั้งปี 2562 ที่ตอนนั้นยังคาใจว่า นายทักษิณ สู้แค่ไหน ออกแรงแค่ไหนคำตอบก็คือสู้แบบครึ่งๆ กลางๆ 

 

แต่การส่งลูกสาวเข้าไปในพรรค ทำให้คนในพรรคเพื่อไทย ที่หวั่นไหวว่าถ้านายทักษิณ สู้แบบเดิมอีก การเลือกตั้งครั้งหน้าสู้ไปอยู่กับลุงป้อม ดีกว่า การที่นายทักษิณ สงสายเลือดเข้ามาที่พรรคเพื่อไทย 1 คน จะสร้างความเชื่อมั่นสำหรับคนพรรคเพื่อไทย ได้เป็นอย่างดี 

 

และนำไปสู่แนวโน้ม พรรคเพื่อไทย จะดึงคนเก่าคนแก่ ให้กลับมารวมเป็นหนึ่งโดยเริ่มจากกลุ่มแคร์ ที่กลับมาแล้ว คำถามต่อไปคือกลุ่มของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ กลุ่มคุณจตุรนต์ ฉายแสง จะกลับมาเมื่อไหร่ เพราะระบบการเลือกตั้งแบบบัตร 2 ใบ การแยกกันตีไม่ได้แล้ว จะต้องรวมกันเป็นหนึ่งสู้แบบเขตอย่างเดียวให้เด่นไปเลย ในขณะเดียวกันก็สร้างคนรุ่นใหม่ควบคู่ไปด้วย

ดร.สติธร มองไปที่การประชุมพรรคพลังประชารัฐ จะต้องดูกันอีกยาว เพราะการประชุมในวันนี้ (28 ต.ค.) เป็นการจบปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งดูจากสีหน้าของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า แล้วแสดงว่ายังอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการพรรคต่อไป ซึ่งก็อาจจะมีสัญญาใจว่าในการประชุมสภาฯ ที่จะเปิดสมัยประชุมในวันที่ 1 พฤศจิกายน นี้ จะไม่มีการคว่ำกฎหมายสำคัญของรัฐบาล แลกกับการไม่เปลี่ยนตัว ร.อ.ธรรมนัส 

เทียบฟอร์ม"เพื่อไทย"ขยับ "พลังประชารัฐ"ชะงัก

อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ยังคงคาราคาซังเพราะเมื่อคนไม่ไว้ใจกันแล้วจะต้องรอดูว่าจะมีเหตุการณ์ อะไรที่จะเป็นแรงกระเพื่อม และจะกระเพื่อมเมื่อไหร่ มาจากประเด็นอะไร แต่ระหว่างพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ ร.อ.ธรรมนัส จะไม่เหมือนเดิมและยังไม่จบ