ผู้นำเหล่าทัพประสานเสียง พร้อมปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาลเพื่อร่วมแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งโควิด-19 ความมั่นคง น้ำท่วม เปิดประเทศ ขณะที่ ผบ.สส. ยืนยันพิธีเปิดคอบร้าโกลด์ 22 ก.พ. 65 หากมีโควิดปรับตามสถานการณ์

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

     วันนี้ (19 ต.ค.) ที่กองบัญชาการกองทัพไทย มีการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2565 โดยมี พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุม และถือโอกาสต้อนรับ พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย ผู้บัญชาการทหารเรือ และ พล.อ.อ.นภาเดช ธูปะเตมีย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่ ด้วย

     หลังการประชุม พล.อ.เฉลิมพล แถลงข่าวพร้อม ผบ.เหล่าทัพทหาร ตำรวจ ว่า กองทัพยังคงปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาต่างๆ ทั้งโควิด-19 ความมั่นคงของรัฐ ยาเสพติด การลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย และปัญหาอุทกภัย ส่วนการฝึกสำคัญของเหล่าทัพในภาพรวมปี 65 ของทุกเหล่าทัพมีทั้งหมด 56 รายการฝึก ซึ่งจะให้สามารถปฏิบัติการฝึกได้เป็นปกติแบบใหม่ หลังที่ผ่านมาปรับระดับลดการฝึกหลายรายการ 

การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2565
 

     ขณะที่การฝึกร่วมผสมมิตรประเทศอย่าง คอบร้าโกลด์ 2022 จากการประชุมร่วมกับสหรัฐฯ ได้รับคำยืนยันว่าห้วงการฝึกอยู่ที่เดือน ก.พ.-มี.ค. 65 และพิธีเปิดวันที่ 22 ก.พ. 65 หากสถานการณ์เป็นอย่างไรก็ปรับแผนไปตามนั้น โดยการฝึกต่างๆ ไม่ว่าจะขนาดเล็กหรือใหญ่ การไปเยือนต่างประเทศ หรือการรับคณะที่มาเยือน จะปฏิบัติยึดตามมาตรฐานของรัฐบาล ซึ่งจากการประเมินแล้วคาดว่ากิจกรรมต่างๆ ในปี 65 น่าจะสามารถดำเนินการได้ที่เป็นปกติแบบใหม่ มีการป้องกันเพื่ออยู่กับโควิดให้ได้

     ทั้งนี้ การคอบร้าโกลด์ มีแผนเตรียมไว้ 3 ระดับ คือ 1.เต็มรูปแบบ heavy year ชดเชยปีที่แล้วที่ครบ 40 ปี ซึ่งหวังว่าจะทำเต็มรูปแบบได้ เพราะมิตรประเทศอยากมาร่วม อีกทั้งจะทำให้คนไทยในพื้นที่มีรายได้เพิ่ม 2.การลดระดับการฝึก ลดขนาดกำลังที่เข้าร่วม 3.เหลือกำลังที่เข้าร่วมแบบปีที่แล้ว (600 คน) เป็นระบบออนไลน์ อย่างไรก็ตามอยู่ระหว่างการพิจารณาประเทศที่จะขอเข้าร่วมการฝึกเพิ่มเติม โดยมีหลายประเทศที่อยากยกระดับจากผู้สังเกตการณ์ เป็นประเทศเข้าร่วมการฝึกในส่วนต่างๆ (ฝึกย่อย)

พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
 

     ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กล่าวถึงการสนับสนุนการเปิดประเทศของรัฐบาลว่า ทั้งทหาร และตำรวจ อยู่ภายใต้ ศปม. ดำเนินการตามมาตรการป้องกันให้มีประสิทธิภาพ ตามคำสั่งการ นายกฯ ศบค. และกระทรวงสาธารณสุข ขณะนี้ก็เตรียมพร้อมท่าอากาศยาน ส่วนที่ชายแดน ยังคงคุมเข้มการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย เพราะประเทศไทยยังจำเป็นต้องใช้แรงงานเพื่อนบ้าน ซึ่ง กระทรวงแรงงานยืนยันว่าไทยต้องการมากถึง 4 แสนคน แต่ตอนนี้ยังเปิดรับถูกกฎหมายไม่ได้ ทหาร-ตำรวจ ก็ต้องสกัดกั้นให้ได้ โดยเฉพาะจากเมียนมา-กัมพูชา

     แต่ไทยยังได้ความร่วมมือจากกองทัพกัมพูชา ให้ข้อมูลข่าวสารมา จึงนำไปสู่การจับกุมและส่งกลับ ขณะที่เมียนมามีปัญหาภายใน เรื่องชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อย และคนบางกลุ่มไม่ถูกยอมรับ ทำให้หลักฐานของคนที่อยู่ในดินเมียนมา ไม่สามารถใช้บันทึกรายบุคคลได้ ทาง สตช. ได้พัฒนาการเก็บข้อมูลจากอัตลักษณ์ของบุคคลแทน ที่สำคัญเราปฏิบัติงานภายใต้หลักสิทธิมนุษยชน พร้อมกันนี้ทางจังหวัด อำเภอในพื้นที่ ได้เตรียมที่รองรับผู้หนีภัยจากความไม่สงบในเมียนมา ไว้ด้วย

พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด