แม้ภาครัฐประกาศเปิดประเทศ และมีการผ่อนคลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ต่อเนื่อง แต่ภาวะเศรษฐกิจภาคครัวเรือนยังน่าเป็นห่วงจากความไม่แน่นอนของการระบาดโควิด-19 สถานการณ์น้ำท่วมที่ยังไม่สิ้นสุด และราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น

จากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ยาวนานเกือบ 2 ปีส่งผลให้หนี้ครัวเรือนของไทยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศหลายระลอกที่ลุกลามยืดเยื้อมาจนถึงปลายปี โดยมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากสถานการณ์น้ำท่วมที่ยังไม่สิ้นสุด ราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น มีการคาดการณ์ว่าสิ้นปี 2564 ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 90% ของจีดีพี

โดยสาเหตุหลักที่ทำให้หนี้ครัวเรือนของไทยขยับขึ้นอย่างรวดเร็วเกิดจากการขาดสภาพคล่องในภาคครัวเรือนที่รายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ไม่สามารถประกอบอาชีพได้อย่างปกติในช่วงที่รัฐใช้มาตรการล็อคดาวน์ ถูกปรับลดเงินเดือน หรือถูกเลิกจ้าง รวมถึงการประกอบอาชีพธุรกิจรายย่อยและการค้าขายที่ต้องหยุดกิจการหรือมีรายได้ลดน้อยลง ล้วนส่งผลกระทบต่อรายได้ที่ลดลงมากเมื่อเทียบกับหนี้สินที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ทีมข่าวเนชั่นทีวีได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นพ่อค้าแม่ค้า บอกว่า การค้าขายค่อนข้างเงียบเหงาเนื่องภาวะเศรษฐกิจซบเซา ประชาชนมีกำลังซื้อลดลง ค่าครองชีพต่างๆ สูงขึ้นรวมถึงมีภาระหนี้สินที่ต้องจ่ายแต่ละเดือน ร้านได้ไม่พ่อค่าใช้จ่าย ต้องกู้หนี้ยืมสินทั้งในและนอกระบบมาหมุนแต่ละเดือน ทั้งนี้ยังมีความหวังว่าการเปิดประเทศจะช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้น
 

ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนอาจขยับขึ้นที่ 90-92% ต่อจีดีพี เนื่องจากหนี้สินของภาคครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง และครัวเรือนบางส่วนอาจก่อหนี้เพิ่ม

ทั้งนี้ การทยอยคลายล็อกมาตรการสกัดการระบาดของโควิด-19 ความก้าวหน้าในการฉีดวัคซีนและแนวทางการเปิดประเทศมากขึ้น น่าจะทยอยส่งผลดีต่อภาพเศรษฐกิจและสถานการณ์รายได้ของภาคครัวเรือน แต่ต้องยอมรับว่า ความสามารถในการชำระคืนหนี้ของลูกหนี้รายย่อยหลายกลุ่ม อาจยังไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ทันทีในภายปีนี้

ซึ่งหลังจากนี้สิ่งสำคัญคือต้องการเร่งเดินหน้ามาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยหล่อเลี้ยงสภาพคล่อง และปรับโครงสร้างหนี้เพื่อประคองไม่ให้ลูกหนี้กลายเป็น NPLs และสามารถช่วยแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับลูกหนี้ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งตัวลูกหนี้และสถาบันการเงินเจ้าหนี้