ทั้งนี้ ภาคใต้ถือเป็นศูนย์กลางการค้าบุหรี่เถื่อนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ มีการวางจำหน่ายกันแพร่หลาย แต่ที่หนักที่สุดคือ พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส โดยมีบุหรี่เถื่อนที่ลักลอบนำเข้ามาทางทะเลผ่านจังหวัดปัตตานี นราธิวาส สตูล ตรัง สงขลา และยังมีบุหรี่เถื่อนที่ขนมาขายในพื้นที่ผ่านพรมแดนทางบกหลายจุดในภาคใต้และบางส่วนนำมาจากด่านพรมแดนในภาคตะวันออกโดยเฉพาะจากจันทบุรีและสระแก้วด้วย
นางวราภรณ์ กล่าวต่อว่า ประชาชนและร้านค้าในเมืองใหญ่ในภาคใต้ต่างก็รู้ดีกว่าแยกไหน ถนนไหนมีร้านขายบุหรี่เถื่อนบ้าง แต่ร้านเหล่านี้ก็เปิดดำเนินการได้มาตลอด หลายร้านที่มีข่าวว่าถูกจับกุมก็กลับมาเปิดขายบุหรี่เถื่อนต่อได้จนทุกวันนี้ ประชาชนในพื้นที่จึงตั้งข้อสงสัยว่าเหตุใจเจ้าหน้าที่รัฐจึงไม่ทราบข้อมูล มีการออกข่าวการจับกุมแต่ไม่เคยลดปัญหาลงได้จริงเลย
“มีการประมานการณ์ว่าการค้าบุหรี่เถื่อนทำให้รัฐสูญเสียรายได้ภาษีปีละไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาทซึ่งถือว่ากระทบต่อความมั่นคงทางการคลังของรัฐ และข้อมูลการจัดเก็บภาษีของภาครัฐชี้ว่ารัฐเก็บภาษีสรรพสามิตยาสูบได้ลดลงจากปีละ 68,000 ล้านบาทในปี 2560 เหลือ 63,000 ล้านบาทในปี 2563 และ ภาษีบำรุงท้องถิ่น อบจ. จากยาสูบ ลดลงจากปีละ 3,000 ล้านบาทในปี 2560 เหลือ 1,500 บาทในปี 2563 นอกจากนี้ยังกระทบต่อรายได้ของธุรกิจร้านค้าที่ถูกกฎหมายและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของพื้นที่ชายแดน ตลอดจนบั่นทอนอำนาจรัฐที่ถูกท้าทายอย่างเปิดเผยจนถูกมองเป็นเรื่องปกติ”