ดร.วศิน พิพัฒนฉัตร ทนายความและอาจารย์ประจำคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การปล่อยให้บุหรี่ลดราคาไม่เคยมีปรากฏมาก่อน ประเทศไทยมีพันธกรณีตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบกับองค์การอนามัยโลก โดยในเรื่องการจัดเก็บภาษียาสูบเพื่อการควบคุมการบริโภค การกำหนดระดับภาษียาสูบควรคำนึงถึงราคาขายปลีกสุดท้ายที่ผู้บริโภคจ่ายซื้อมากกว่าจะคำนึงถึงอัตราภาษีเพียงอย่างเดียว
ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีความล้มเหลวของตลาด ที่ยืนบนหลักการว่า “ยาสูบเป็นสินค้าที่ต้องควบคุม” และข้อเสนอของ GATT/WTO ที่กำหนดว่าประเทศต่างๆ สามารถบังคับใช้มาตรการที่จำเป็น ซึ่งอาจตั้งเงื่อนไขเกี่ยวกับราคาเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนได้ โดยมีเงื่อนไขคือต้องบังคับใช้ให้เหมือนกันทั้งสินค้าที่ผลิตในประเทศและที่นำเข้า
“ที่ผ่านมาบุหรี่ไทยมีการปรับราคาสูงขึ้นสอดคล้องกับกฎหมายควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลกและของไทย ปัญหาที่เกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมยาสูบไทย ตลอดจนชาวไร่ยาสูบตั้งแต่เดือนกันยายน 2560 เป็นต้นมานั้น ต้องถามกลับไปยังกรมสรรพสามิตว่าที่ปล่อยให้บุหรี่นอกลดราคาเป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่ ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะมีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทบุหรี่ต่างชาติ อย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้หวังว่า มติคณะรัฐมนตรีที่ออกมาล่าสุดจะสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้” ดร.วศิน กล่าว
นายไพศาล ลิ้มสถิตย์ กรรมการศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมยาสูบพยายามแทรกแซงการออกกฎหมาย และการกำหนดนโยบายควบคุมยาสูบในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายภาษียาสูบ บริษัทบุหรี่ข้ามชาติสามารถเข้าถึงบุคลากรในหน่วยงานด้านภาษีสรรพสามิต
การกำหนดภาษีสรรพสามิตบุหรี่ 4 ปีที่ผ่านมา ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศโดยรวม รายได้ของรัฐลดลง เนื่องจากการกำหนด “ราคาขายปลีกแนะนำ” ที่ซับซ้อน เปิดช่องให้มีเลี่ยงภาษี บริษัทบุหรี่ข้ามชาติสามารถลดราคาได้ เด็กและเยาวชนก็สามารถเข้าถึงบุหรี่ได้ง่ายจากราคาบุหรี่นอกที่ลดราคา ชาวไร่ยาสูบก็ไม่ได้รับการเยียวยาที่เหมาะสม กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลังจึงควรแก้ไขกฎกระทรวงกำหนดราคาขายปลีกแนะนำสำหรับบุหรี่ด้วย