“หมอประสิทธิ์” ยอมรับหลังเปิดประเทศ ห่วงแรงงานลักลอบเข้าเมืองนำเชื้อเข้ามา ระบุมาตรการส่วนบุคคล ยังสำคัญที่จะต้องเข้มงวด วอนทุกองค์กรตรวจหาเชื้อโควิดเป็นประจำ เฝ้าระวังการแพร่ระบาดโดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่

นายแพทย์ ประสิทธิ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมเปิดประเทศวันที่ 1 พ.ย.นี้ กับการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ว่า ช่วงจังหวะตอนนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เสี่ยง แต่สถานการณ์ความเสี่ยงลดลงไปเยอะ ด้วยจำนวนของวัคซีนที่มีการฉีดเวลานี้ อย่างเมื่อวาน (12 ต.ค. 64) ประชาชนเข้าถึงการฉีดวัคซีนเข็มที่ 1 ไปแล้วร้อยละ 50 และอีก 1 ใน 3 ได้รับเข็มที่ 2 ไปแล้ว

 

“ทั้งหมดนี้ก็เป็นภูมิส่วนหนึ่งที่ได้รับการกระตุ้นขึ้นมา แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีคนไทยอีกกว่า 10 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีน และถ้ายิ่งจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็จะยิ่งมีความอันตรายด้วย”

 

นายแพทย์ประสิทธิ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

 

นายแพทย์ประสิทธิ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ประเด็นปริมาณวัคซีนไม่ใช่เรื่องปัญหา เพราะว่ามีวัคซีนเพียงพอ เฉลี่ย 20 ล้านโดสต่อเดือน ส่วนกระบวนการฉีดก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาก็สามารถฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้มากกว่าวันละ 1 ล้านโดส

 

แต่ประเด็นสำคัญ คือต้องสร้างความเข้าใจกับคนที่ยังไม่ยอมรับการฉีดวัคซีน เพราะตราบใดที่ฉีดและภูมิคุ้มกันขึ้นถือว่าประสบความสำเร็จในด้านการฉีดวัคซีนในประเทศ และจะเป็นไปตามแผนที่ภายในธันวาคมนี้คนไทย ร้อยละ 80 จะได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 และร้อยละ 70 ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 

“คิดว่า ขณะนี้ประเทศอื่นๆที่มีการเปิดประเทศการฉีดวัคซีนก็เป็นไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นสิ่งสำคัญ คือมาตรการส่วนบุคคล เพราะการฉีดวัคซีนไม่ใช่ว่าจะปลอดภัย หลายประเทศยืนยันมาแล้วว่ายังมีการติดเชื้อ แต่หากติดเชื้อโควิด-19แล้วไม่รุนแรงไม่เสียชีวิต สุดท้ายก็จะเป็นเหมือนโรคหวัด ซึ่งก็หวังว่าเมื่อถึงจุดหนึ่งสถานการณ์โควิดจะเป็นแบบนั้น”

 

ดังนั้นมาตรการ การใส่หน้ากาก และ การเว้นระยะห่าง จึงมีความจำเป็น และทุกภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการ และคนไทยทุกคน ก็ควรจะต้องปฏิบัติตามมาตรการ และควรมีการตรวจหาเชื้อโควิด-19 อย่างสม่ำเสมอในองค์กร ร้านค้าต่างๆ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ให้บริการและผู้รับบริการ

 

มาตรการใส่หน้ากาก ล้างมือ รักษาระยะห่าง ยังคงสำคัญ

แม้ขณะนี้จะมีกิจกรรมเสี่ยงหลายอย่างเกิดขึ้น แต่ความเห็นตนเองนั้นก็จะต้องเปิดดำเนินการเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่หากมีการควบคุมที่ดีก็คงจะไม่เกิดการแพร่ระบาด ทั้งนี้แม้จะมีการเปิดประเทศไปแล้ว คาดว่าอาจจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ถ้าจำนวนผู้เสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้น และลดลง ก็ถือว่าจะสามารถค่อยๆขยายวงของการเปิดประเทศเพิ่มขึ้นอีกได้

 

ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่า ควรจะคลายล็อกในประเทศก่อน แล้วค่อยเปิดประเทศนั้น มองว่า หลายคนอาจจะกังวลว่า กลัวคนต่างประเทศนำสายพันธุ์ใหม่ๆเข้ามานั้น ก็มองว่า สายพันธุ์ใหม่ๆกำลังนิ่งไม่ได้กระจายออกมา ซึ่งหากในประเทศมีมาตรการที่เข้มงวดสำหรับคนที่จะเข้ามา ทั้งการตรวจหาเชื้อโควิด ตั้งแต่ก่อนเดินทางเข้ามา ตรวจที่สนามบิน และตรวจที่โรงแรมซ้ำอีก ก็จะทำให้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยได้ หากพบว่ามีผลบวกในการติดเชื้อก็จะต้องเข้าสู่ระบบทันที เพื่อควบคุมโรคไม่ให้เกิดการแพร่กระจายทันที

นายแพทย์ ประสิทธิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นห่วง คนที่จะเข้ามาในประเทศ ในแบบที่ไม่ถูกต้องมากกว่า เช่น แรงงานที่ลักลอบเข้ามาแบบผิดกฎหมาย เพื่อมาทำงาน เพราะมีการเปิดเมือง เปิดประเทศ ซึ่งคนเหล่านี้อาจจะไม่ได้รับการตรวจ อาจจะมีเชื้ออยู่แล้วเกิดการกระจาย ก็อยากจะให้ช่วยกันเป็นหูเป็นตา แต่ก็ขออย่ามองกลุ่มคนเหล่านี้ในเชิงลบ เพราะก็มีส่วนทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้แต่อยากให้นำเข้ามาในระบบอย่างถูกต้อง และพาเข้าสู่การฉีดวัคซีน 

 

“เชื่อว่าถ้าทำได้ เศรษฐกิจก็จะขับเคลื่อนไปได้ ทั้งนี้ก็ยังคงต้องลุ้นและรอดูเพราะถือเป็นนโยบายรัฐบาล ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ตนเองอยากย้ำคือ เศรษฐกิจไทยสามารถขับเคลื่อนได้ด้วยคนไทยก่อน เพราะจะทำให้ปลอดภัย และหากทุกคนมีความรับผิดชอบมนตัวเอง ก็มีโอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยค่อยฟื้นตัวได้”

 

แรงงานลักลอบเข้าเมือง เป็นสิ่งที่กังวลว่า จะนำ โควืด-19 กลับมาระบาดซ้ำ

ส่วนกรณีที่มีความกังวลว่า หลังผ่านเทศกาลปีใหม่ไปแล้วนั้น อาจจะมีการแพร่ระบาดจนต้องกลับมาล็อกดาวน์อีกหรือไม่ นายแพทย์ประสิทธิ์ มองว่า ที่ผ่านมาได้พูดมาตลอดว่า ความเสี่ยงมี4อย่างคือ ก้จกรรมเสี่ยง บุคคลเสี่ยง สถานที่เสี่ยง และช่วงเวลาเสี่ยง เพราะช่วงเวลาเสี่ยงคือช่วงที่หยุดยาว ที่จะทำให้มีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น

 

ปีใหม่ก็เป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวัง แต่ในเดือนธันวาคมนี้ เป้าหมายการฉีดวัคซีนของคนไทยจะครบ80% ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นวัคซีนที่ฉีดจำนวนมากจะมีผลในการลดการแพร่กระจายได้ในระดับหนึ่ง และลดความเสี่ยวต่อความรุนแรงได้ ก็คงจะต้องเฝ้าระวังและคอยประชาสัมพันธ์เตือนประชาชนอยู่เป็นระยะๆด้วย