นายนิยม กล่าวต่อว่า ทางสมเด็จพระพุฒาจารย์ได้ให้ความเห็นว่า ในวันดังกล่าว กรรมการมหาเถรสมาคมไม่ทราบมาก่อนว่า จะมีการถอดถอนเจ้าคณะจังหวัดทั้ง3รูป และมีการแต่งตั้งใหม่อีก 3 รูป ทุกรูปรับทราบเพียงว่า มีการแต่งตั้ง30รูปเท่านั้น ส่วนการถอดถอนและแต่งตั้งใหม่3รูป ต่างก็รับรู้พร้อมกันในการประชุมวันนั้น ดังนั้นเมื่อไม่มีกรรมการมหาเถรสมาคมรูปใดทราบมาก่อน ก็ควรจะทบทวนเรื่องดังกล่าวอีกครั้งแต่หากเป็นพระราชดำริ ก็ต้องกลับมาดูในข้อเท็จจริง เป็นรายๆ ไป หรือว่ามีใครมาดำเนินการอะไรในเบื้องต้น สำหรับเรื่องนี้หรือไม่ ซึ่งถ้ามี ก็ควรจะมีคนรับผิดนะ
นายนิยม กล่าวอีกว่า หลังเข้ากราบนมัสการสมเด็จพระพุฒาจารย์ ตนเห็นว่า ควรให้ความเป็นธรรมกับเจ้าคณะจังหวัดทั้ง3รูปถูกผิดอย่างไรก็ไม่ควรจะปลดเอาเฉยๆ หากมีการร้องเรียนก็ควรให้ท่านได้แก้ข้อกล่าวหาใจเขาใจเราไม่ใช่ว่าท่านเป็นพระไปคิดเอาเองว่า ท่านปล่อยวางได้ถูกร้องเรียนไม่ต้องสอบก็ได้ ปลดเลยอย่างนี้ก็ไม่เป็นธรรมกับท่าน ทั้งนี้ตนยืนยันว่ากฎมหาเถรสมาคมเกี่ยวกับขั้นตอนการถอดถอนพระสังฆาธิการ ยังไม่ได้ยกเลิกเพียงแก้ไขโดยเพิ่มขั้นตอนสุดท้ายเข้ามาเท่านั้น แต่ไม่ได้ยกเลิกขั้นตอนการสอบ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการกลั่นแกล้งกันเมื่อไม่ยกเลิก ก็ยังต้องใช้อยู่ หากจะไม่ใช้ขั้นตอนการสอบ ก็ต้องระบุเอาไว้ในกฎมหาเถรสมาคมว่า“ยกเลิก”ก็ไม่ต้องใช้ แต่กฎหมายระบุเอาไว้ชัดเจนว่า ก่อนจะถอดถอน ให้ผู้ปกครองสอบหาความจริงมาตามลำดับ ตั้งแต่เจ้าคณะภาค เจ้าคณะหน จนได้ความชัดเจนตามขั้นตอนของกฎหมายเสียก่อน จึงเสนอให้ มส พิจารณาทุกกรณีไป
จากนั้น สมเด็จพระสังฆราชจึงนำขึ้นทูลเกล้าให้ทรงมีพระราชดำริ เป็นขั้นตอนสุดท้าย ตามที่แก้ไขใหม่เพิ่มเข้ามา และขั้นตอนนี้มักถูกนำมาอ้างว่า“เจ้าคณะจังหวัด3รูป ถูกปลดเพราะใช้กฎหมายใหม่ แก้ไขแล้ว ไม่ต้องสอบก็ปลดได้”ซึ่งไม่ถูกต้อง
“หากมีการต่อสู้กันทางกฏหมายพิสูจน์แล้ว ปรากฏว่า ผู้ปกครองคณะสงฆ์ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้ ก็จะเป็นการละเมิดจริยาพระสังฆาธิการอย่างร้ายแรง ตามกฏมหาเถรสมาคม ซึ่งก็อาจต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157ในฐานะที่พระสังฆาธิการเป็นเจ้าพนักงานตามความในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา45พรบ. คณะสงฆ์ ด้วยนายนิยมกล่าว