รอง ผบก.ลงพื้นที่ตามคดี อ้างตร.อาสาเรียกเงินผู้ติดยาเสพติดส่งไปบำบัดกาญจนบุรี ผกก.ยืนยันไม่มีตร.เอี่ยว และไม่ได้อ้างชื่อตร.อาสา ไปรับจ้าง เป็นการสมยอมกันส่วนตัว

เวลา16.00 น. วันที่  21 กันยายน  2564 พ.ต.อ.ศิรสันต์ เยื้องสงวนชัย รอง ผบก.จ.ร้อยเอ็ดเดินทางลงพื้นที่ ที่ สภ.สุวรรณภูมิ ร้อยเอ็ด เพื่อเรียกสอบสวนข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดเป็นข่าวผู้ติดยาเสพติดถูกส่งไปบำบัดที่ จ.กาญจนบุรี แล้วร้องเรียนว่า การส่งคนที่ติดยาไปเข้ารับการบำบัดถูกเรียกเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ถูกเรียกค่าใช้จ่ายรายเดือน และถูกทำร้ายร่างกาย หากไม่ประสงค์อยู่ต่อ จะขอเดินทางกลับก็ถูกเรียกเงิน โดยการดำเนินการดังกล่าวเกิดจากตำรวจอาสาในพื้นที่อ.สุวรรณภูมิ เป็นคนดำเนินการทั้งหมด และมีเงื่อนงำน่าสงสัยว่าน่าจะมีขบวนการที่อาจจะมีคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวข้อง เนื่องจากคนที่พาไปเป็นตำรวจอาสาโดยการลงพื้นที่ของรองผบก.จึงทำการเรียกสอบทุกคน ทั้งสอบสวนข้อเท็จจริงจากตำรวจ และมีการเรียกอส.ตร กับญาติของผู้ที่ส่งลูกไปบำบัด มาสอบปากคำและข้อเท็จจริง

 

ด้าน พ.ต.อ.ณภัทรพงศ์ สมใจ ผกก.สภ.สุวรรณภูมิ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดเกี่ยวข้องกับการปราบปรามยาเสพติด และ นายจิตติ เศษวงศ์ ตร.อาสา เจ้าของเรื่อง และผู้ปกครองเด็ก 5 คน มาสอบสวนข้อเท็จจริง และกำชับให้ติดตามตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยความตรงไปตรงมา หากใครเกี่ยวข้องก็ให้มีการลงโทษตามความผิดถึงที่สุด

รองผบก.ลงพื้นที่ตามคดีตร.อาสาเรียกเก็บเงินส่งบำบัดยาเมืองกาญจน์
 

เรื่องนี้ พ.ต.อ.ศิรสันต์ เยื้องสงวนชัย รอง ผบก. ภ.จว.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้อง ทุกอย่างเป็นไปตามข้อตกลงของผู้ปกครอง ที่ลูกหลานติดยา ต้องการบำบัด จึงมีการติดต่อกันเองกับ อส.ตร.รายดังกล่าว เพื่อว่าจ้างนำลูกชายไปบำบัด ที่กาญจนบุรี หลังจากทราบว่าก่อนหน้านั้น อส.ตร.คนนี้เคยส่งคนไปบำบัดแล้วได้ผลภภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี และกลับมาเป็นคนที่เลิกยาได้ จึงติดต่อว่าจ้างกันไปเอง เพื่อนำส่งไปบำบัด ยืนยันว่า ไม่มีตร.เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ พร้อมกับกำชับ ให้ ผกก.กำกับดูแลตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ห้ามไม่ให้มีตร.เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หากพบจะเอาผิดถึงที่สุด

 

ในขณะที่ นายจิตติ เศษวงศ์ ตำรวจอาสาเจ้าของเรื่องยืนยันว่า ตนเองพาคนไปจริง และเป็นเพียงคนรับจ้าง ใช้รถพาคนไปบำบัดที่กาญจบุรีจริง โดยแล้วแต่จะตกลงราคาค่ารถกัน  ไม่เกี่ยวข้องกับอย่างอื่น พอส่งถึงที่วัดก็ถือว่าหมดหน้าที่ ส่วนเงินเช่นการกล่าวว่ามีการเรียกเงินรายเดือน หรืออย่างอื่นตนเองไม่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นเงื่อนไขที่ผู้ปกครองกับทางวัดจะตกลงกันเอง เช่นค่าใช้จ่ายเดือนละ 2 พันบาท มาทราบว่าเป็นค่าอาหารประจำเดือนที่ผู้ปกครองยินยอมพร้อมใจที่จะจ่าย เพื่อบำบัดลูกหลานให้เลิกติดยา  ส่วนกรณีที่กล่าวว่าจะต้องจ่ายเงินหากจะออกและกลับบ้าน ตนเองก็ไม่เกี่ยวข้อง และไม่ทราบข้อเท็จจริง เพราะส่งถึงวัดแล้ว เรื่องอื่นตนยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้อง

รองผบก.ลงพื้นที่ตามคดีตร.อาสาเรียกเก็บเงินส่งบำบัดยาเมืองกาญจน์
 

“ยืนยันว่าส่งคนไปที่วัดดังกล่าวมาหลายปีแล้ว ก็ไม่เคยมีปัญหา ผู้ปกครองพอใจทุกคน ยืนยันว่าการให้ข่าวร้าย ๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ได้เกิดจากคนที่ผมส่งไปแล้วมาให้ข่าวร้าย ๆ เช่นนั้น และทราบด้วยว่าคนที่ให้ข่าวเป็นคนร้อยเอ็ด ที่เดินทางไป กับ อส.ตร.จริง แต่ไม่ใช่ผม เพราะมี อส.ตร.หลายคน รายที่ออกมาโวยวาย จนเกิดข่าวร้าย ๆ เกิดจากติดยาคนหนึ่ง ที่ อ.ธวัชบุรี ที่เดินทางไปกับ อส.ตร.อีกคน ซึ่งผมก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น “นายจิตติ กล่าว และว่า ที่ทราบคือเหตุเกิดขึ้นในวันที่เจ้าอาวาสวัดแห่งนี้มรณภาพ  จึงเกิดเรื่องขึ้นเพราะหลังจากเจ้าอาวาสวัดมรณภาพ  เพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็เกิดข่าวร้าย ๆ เกิดขึ้น ภายในวันเดียวกัน ซึ่งน่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลัง ซึ่งตนก็ไม่ทราบเป็นมาอย่างไร 

 

ในขณะสอบถามผู้ปกครองเด็กที่มาให้ปากคำ กล่าวว่า ทุกอย่างตนเองยินยอมพร้อมใจ อยากให้ลูกหลานที่ติดยาได้รับการบำบัด จึงติดต่อกันเองกับ ตร.อาสา ที่เคยพาคนไปบำบัดได้ผลจำนวนมาก และรับว่ามีการจ่ายเงินทั้งค่าจ้างพาไป ยินยอมจ่ายเงิน ให้กับทางวัด เป็นค่าใช้จ่าย ค่าอาหารรายเดือนจริง ตามข้อตกลงกับทางวัดเพื่อจ่ายค่าอาหาร ส่วนกรณี ที่มีข่าวว่าจะกลับก็ต้องมีการเสียเงินก็รับว่ามีในเงื่อนไขจริง เพราะมีการทำสัญญากับทางวัด ว่าจะต้องอยู่จนกว่าจะเลิกยาได้ จึงจะให้กลับ เพราะทางวัดมีเป้าหมายเพื่อควบคุม ให้เข้าบำบัดแล้วหายจริง เพื่อไม่ให้เสียชื่อวัด ว่ารักษาไม่หาย จึงตั้งเงื่อนไขนี้ขึ้น ซึ่งพวกตนก็ยอมรับ เพราะอยากให้ลูกหาย ซึ่งก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น หลังจากลูกไปอยู่ก็ติดต่อกันตลอดเวลา และไม่มีปัญหาอะไร แต่ล่าสุด ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จึงเกิดเรื่องขึ้นมาในลักษณะที่เป็นข่าวในทางลบเกิดขึ้น

โดย  - ธวัชชัย กฤติยาวรกุล