ส่วนทางด้าน นางดอกมะลิ คมขำ ญาติภรรยายอีกคนหนึ่งซึ่ง บ้านอยู่ติดกันและคอยดูและนายวัชระหรือใจ ร่วมกันกับพี่น้อง ๆ อีก2-3คน เล่าว่า วันนี้ได้พา นายวัชระ สิงห์ทอง ไปหาหมอที่โรงพยาบาล ซึ่งก็พบว่า อาการปกติดีทุกอย่าง มีสติสัมปชัญญะ ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้รับประทานยาของหมอทางด้านจิตเวช ญาติพี่น้องก็ไม่เคยมีอาการป่วยทางจิต วันนี้หมอบอกว่า ทั้งความดัน อะไรต่างๆ ปกติดี หมด จึงได้พากลับมาที่บ้าน ส่วนเรื่อง ที่ นายใจ เล่าให้ฟัง วันนี้เขาก็ยังยืนยันว่าคืนเกิดเหตุที่พลัดหลงกับเพื่อนมีผู้หญิง มาเรียนให้ไปกินแกงเห็ดจึงเดินตามไปและไปพักอยู่กินกับครอบครัวนั้นตลอดเวลาที่หายไป โดยช่วงที่หายไปญาติพี่น้องได้ไปหาหมอดูหลายที่หมอดูบอกว่ายังไม่ตายมี ผู้หญิงและผู้ชายช่วยไว้
แต่พอมาฟัง นายวิชระ สิงห์ทอง เล่าแล้วว่า ตลอดเวลาที่หายไปได้มีผู้หญิงให้ อาหาร ข้าวให้น้ำ ซึ่งไปอยู่กับครอบครัวหนึ่ง จะเรียกว่า ครอบครัวย่ามีกัน 3 คนเป็นพ่อแม่และลูกชายราว 13-14 ปี จึงตรงกับที่หมอดูว่านายใจมีผู้ชายดูแลอยู่ไม่รู้ว่าเป็นเทวดาหรือเป็นอะไร สอบถามนายใจก็ยังยืนยันคำเดิมว่าตนเดินตามย่าที่มาชวนไปกินแกงเห็ดโดยทิ้งโคมไฟแบตเตอรี่ สำหรับไปส่องหาไต้เห็ดและตะกร้าใส่ของไว้ เดินไปเพียงตัวเปล่า ส่วนรองเท้าบู๊ทยางนายใจตอบว่าทิ้งไว้บ้านย่า ตลอดเวลาที่อยู่ก็ไม่ได้อยากจะกลับบ้าน มีที่พักอาศัยกินอาหาร ที่บ้านหลังหนึ่งกลางป่า จึงทำให้หลายคนคิดว่า คนที่หลงป่าไปนานไม่ได้มีอาหารอะไร น่าจะอยู่ในสภาพอิดโรยไม่มีเรียวแรง แต่ นายวัชระ สิงห์ทอง มีการเหน็ดเหนื่อยเพียงเล็กน้อย และอยู่บนภูก็กำลังเผาถ่านไว้อยู่ 3 เตา กำลังจะเปิดแล้ว แต่มีคนห้ามไว้ไม่ให้เปิด จนกระทั่งมาพบคนไปหาเห็ดนะ เรื่องนี้ ตนเองไม่เคยเชื่ออะไรมักง่าย
แต่เรื่องที่ นายวัชระ สิงห์ทอง เล่าให้ฟังนั้นตนเองเชื่อ เพราะคนขาดอาหาร 6 วัน จะกินอยู่อย่างไร น่าจะเหน็ดเหนื่อยจนไม่มีเรี่ยวแรง แต่นี่เขาก็ยังแข็งแรงอยู่ ที่ตัวก็ไม่มีบาดแผล เท้าไม่ได้ใส่รองเท้าก็ไม่มีบาดแผล แม้แต่รอยยุงกัดก็ไม่มี จึงเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ ซึ่งนางดอกมะลิและชาวบ้านบางคนบอกว่าเชื่อเพราะหากไม่มีคนเลี้ยงดูนายจะอยู่ได้อย่างไรไม่ซีดเซียว ไม่อดอยากแถมไม่มีร่องรอยตามร่างกาย คนเราเดินเข้าป่ายากขนาดนั้นไปไกลกว่า 10 กม.จะไม่มีริ้วรอยได้ยังไง
นอกจากนั้น ผู้สื่อข่าว ได้สอบถาม นายวัชระ หรือใจ ว่า ก่อนกลับนั้นย่า ว่าอย่างไรบ้าง ถึงให้ออกมา โดย ย่าได้ห่อน้ำพริกหรือแจ่วบองปลาร้าให้ห่อหนึ่ง นำกลับมาด้วย อร่อยมาก โดยในวันนั้นที่กลับมาลงมาแล้ว ได้นำเอาน้ำพริกมาให้ดู ซึ่ง นางดารา ปาณพรหม อดีตพี่สาวภรรยาอีกคนหนึ่ง ได้เห็นห่อน้ำพริกหรือห่อแจ่ว นั้นถึงกับขนลุก เป็นห่อที่เหมือนกับที่ ได้ทำไปเลี้ยงบูชาเจ้าป่าเจ้าเขา ขอให้เปิดทางให้เห็นตัวได้พบ นายวัชระ สิงห์ทอง ที่ญาติได้นำไปทำพิธีก่อนที่จะพบตัว
นางดารา ปาณพรหม อายุ 56 ปี เป็นพี่สาวคนโตของอดีตภรรยานายใจ เล่าว่า เมื่อวานนี้หลังจากกลับมาจากโรงพยาบาลตอนจะกินข้าว นายใจควักห่อแจ่วปลาร้าออกมาจากกระเป๋ากางเกง เป็นห่อใบตองกุงที่อยู่ตามผืนป่าของอีสาน ตนถามว่าเอามาจากใหน ซึ่งนายใจบอกย่าห่อให้ก่อนกลับมา สร้างความตกตะลึงให้กับนางดารา และบรรดาญาติทุกคนอย่างมาก หลายคนถ่ายรูปไว้ด้วย นางดาราเล่าว่าที่ตกใจเพราะห่อแจ่วปลาร้านี้เหมือนห่อแจ่วที่พวกตนทำเมื่อเช้าวานนี้ก่อนพบตัวนายใจ โดยช่วงที่จะเอาอาหารถวายนั้น ได้ใส่ห่อใบตองไป บูชาเจ้าป่าที่ตีนภูเก้าเพื่อจุดธูปบอกกล่าวว่าให้ผีพ่อแม่ตนและพ่อแม่นายวัชระหรือใจรับรู้ว่านายใจหายไปหลายวันแล้ว ยังหาไม่เจอพวกตนขอให้ผีป่าปล่อยนายใจ มาเพราะหมดค่าใช้จ่ายค่าอาหารเลี้ยงดูเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครตลอดเวลากว่า 5 วันที่ผ่านมาแล้ว หากวันนี้ไม่เจอนายใจพวกตนจะยุติการค้นหาเพราะไม่มีเงินแล้ว ดังนั้นขอให้ปล่อยตัวนายใจออกมาภายในวันนี้ เมื่อมาเห็นห่อแจ่วและปลาร้าในห่อเหมือนกับแจ่วที่พวกตนทำจึงตกใจ ทีแรกจะไม่ให้นายใจกินแต่นายใจไม่ยินยอมจึงปล่อยให้กินจนหมดแถมยังเลียใบตองด้วย ตนจึงเก็บใบตองกุงที่ห่อแจ่วมาล้างแล้วเอาไปเก็บไว้เพราะกลัวจะเป็นสื่อให้นายใจกลับไปหาย่าจนหายไปอีกครั้ง
นอกจากนั้นนางดาราจึงเปิดเผยว่าก่อนเอาใบตองไปล้างน้ำตนได้ถ่ายร่องรอยในห่อแจ่วที่นายใจเลียกิน ตนมองเห็นเป็นเลข 75 แต่ก็ไม่อยากให้เชื่อ เพราะเป็นความเชื่อของแต่ละคน บางคนก็ไม่เห็นตัวเลข ในวันนี้ใบตองนั้นเริ่มแห้งเหี่ยวแล้ว หากจะมีโชคลาภจากการที่ย่าให้ ก็จะได้นำเอาไปทำบุญถวายย่า และจะต้องเดินทางไปแก้บนอีกหลายๆที่
สำหรับย่าเลิง นั้นเป็นผู้หญิง มีคนเล่าว่า เมื่อกว่า 100 ปีมาแล้ว สร้างบ้านอยู่บนภูเขาและต่อมาก็ได้มอบที่ดินของตัวเองสร้างถวายให้เป็นวัด ชื่อว่า วัดภูเก้าเขาภูเมย หรือวัดย่าเลิง ซึ่งจะได้ไปกราบขอขมา จากนั้นก็จะไปขอบคุณผู้ที่พบมาแจ้งข่าว อีกครั้งหนึ่ง
ทางด้าน นายนิรุตติ ชาดวง อายุ 45 ปี เพื่อนที่เดินทางไปหาเห็ดด้วยกันเล่าว่า ในวันนั้นช่วงเวลาประมาณ 20.00 น.ก็ได้กินข้าวด้วยกันบนภูเขาแล้วก็ได้แยกย้ายกันออกหาเห็ด ไปคนละทางโดยใช้ไฟส่องแต่คืนนั้นฝนตกมองหากันระยะ 5-6 เมตร ก็ไม่เห็นกันหมอกลงมาก พอหาไปได้ประมาณ 30 นาที ก็เรียกหา กันแต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับจาก นายวัชระหรือใจ สิงห์ทอง อีกเลย กลับมาก็ตามหาตอนกลางคืน พอเช้าก็ตามหาอีก จนกระทั่งถึงเที่ยงวันจึงได้กลับลงมาแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้าน และได้แจ้งเพื่อนบ้านพากันออกไปตามหา ซึ่งปกติเวลาเข้าป่าหรือขึ้นภูเขา เวลาจะกินข้าว ก็จะเอาอาหารแบ่งปันใส่ใบไม้ บอกให้เจ้าที่เจ้าป่าเจ้าเขากิน และบอกว่าลูกหลานมาหาอยู่หากิน ซึ่งในเรื่องแบบนี้ก็ไม่ได้ลบหลู่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ นายวัชระหรือใจ สิงห์ทอง ก็ได้มานั่งพูดคุยเล่าเรื่องราวเหมือนกับวันแรกให้ฟัง เหมือนกันวันแรกที่พบตัวว่า ได้ไปอยู่บ้านย่า มีอาหาร มีแกงเห็ดกิน นอนก็มีมุ้งยุงไม่กัด
โดย - สุรศักดิ์ เครือคำ