ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ เช้าวันนี้ ที่ประชุมมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้เห็นชอบหลักการโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 3

โดยเริ่มประกันรายได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 – มีนาคม 2565 แบ่งสัดส่วนรายได้ เจ้าของสวน  60% และคนกรีด 40% ของรายได้ทั้งหมด รายละไม่เกิน 25 ไร่ ประกันรายได้ราคายางแผ่นดิบคุณภาพดี 60 บาท/กิโลกรัม ประกันรายได้ราคาน้ำยางสด (DRC 100%) 57.00 บาท/กิโลกรัม ประกันรายได้ราคายางก้อนถ้วย (DRC 50%) 23.00 บาท/กิโลกรัม โดยใช้งบประมาณรวมทั้งสิ้น 10,065.68 ล้านบาท และมอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดําเนินการจัดทํารายละเอียดโครงการเพื่อนําเสนอ คณะรัฐมนตรีพิจารณาต่อไป

 

ด้านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ระบุ การที่ กนย. เห็นชอบโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางถือเป็นการเดินหน้าประกันรายได้ยาง ปีที่3 ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับเกษตรกรชาวสวนยางเกือบ 2 ล้านครัวเรือน ช่วยให้มีหลักประกันในเรื่องรายได้จากการขายยางตามรายได้ที่ประกันแม้ในยามที่ราคายางตกลงมาในบางช่วง

ส่วนขณะนี้ถือว่าราคายางอยู่ในเกณฑ์ดีโดยเฉพาะยางก้อนถ้วย เพราะเมื่อหลายปีที่ผ่านมาเกษตรกรขายยางก้อนถ้วย หรือ ขี้ยางได้ราคา 10 - 15 บาท แต่ว่าวันนี้ราคายางก้อนถ้วยสูงขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 22 - 25บาทโดยประมาณซึ่งถือว่าบางช่วงก็สูงกว่ารายได้ที่ประกัน ซึ่งอยู่ที่ 23 บาท

 

ราคายางก้อนถ้วยดีขึ้นมากและทรงตัวอยู่นานแล้ว เป็นผลดีต่อเกษตรกรผู้ปลูกยางทั้งภาคใต้และภาคอีสาน และทั่วประเทศ ส่วนราคาน้ำยางที่ตกลงมาบ้างในช่วงนี้เป็นเพราะมาเลเซียซึ่งเป็นตลาดส่งออกน้ำยางรายใหญ่ของไทยประสบปัญหาโควิดทำให้โรงงานผลิตถุงมือยางต้องปิดตัวลงไปและการส่งน้ำยางข้ามแดนติดขัดจากมาตรการล็อคดาวน์เพราะฉะนั้นส่งผลให้ราคาน้ำยางตกลงไปบ้าง แต่เมื่อมาเลเซียแก้ปัญหาโควิดได้ โอกาสที่ราคาน้ำยางจากกระเตื้องขึ้นก็มีมาก นอกจากนั้นโรงงานผลิตถุงมือยางในไทยก็ติดโควิดทำให้การผลิตไม่สามารถดำเนินการได้เต็มร้อยความต้องการน้ำยางจึงลดลงส่งผลกระทบต่อราคาน้ำยาง

สำหรับโครงการประกันรายได้ปี 3 นั้น กระทรวงพาณิชย์ได้เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ครม.และ รอการพิจารณาอยู่ทั้งประกันรายได้ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวโพดยาง  ถือว่าเป็นตัวที่4 และถัดจากนี้ก็จะได้เสนอในเรื่องของการประกันรายได้ชาวสวนปาล์มต่อไป