จุรินทร์ชูเอกชนเป็นแม่ทัพสำคัญทางเศรษฐกิจ โชว์ 4 ด้านฝ่าโควิดและสถานการณ์โลก ชี้เอกชนต้องทำกำไรให้ธุรกิจ กระทรวงพาณิชย์ต้องทำกำไรให้ประเทศ

จุรินทร์ ดันเอกชนนำ เศรษฐกิจฝ่าโควิด

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ นโยบายการส่งเสริมการส่งออกและการบริโภคภายในประเทศ และการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด ราคาต่ำ เพื่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศ และเปิดงานสัมมนา Together is Power 2021 และมอบโล่รางวัลให้กับสมาคมการค้าดีเด่น ปี 2564 ระบุว่า สิ่งสำคัญประเด็นแรกกระทรวงพาณิชย์เน้นย้ำการทำงานร่วมกันกับภาคเอกชน โดยยึดหลักรัฐหนุนเอกชนนำเพราะเอกชนคือทัพหน้าในการทำรายได้เข้าประเทศ รัฐบาลเป็นแบ็คสนับสนุนการทำหน้าที่ของภาคเอกชน ต้องจับมือร่วมกันอย่างเข้มแข็ง จึงเป็นที่มาของหลักคิดการตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนด้านการพาณิชย์ หรือ กรอ.พาณิชย์ สามารถทำตัวเลขให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุดคือการส่งออก เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเป็นผลทางบวก แต่ถ้าขาดความร่วมมือร่วมใจระหว่างรัฐกระทรวงพาณิชย์กับเอกชน อุปสรรคต่างๆจะไม่คลี่คลาย การจับมือร่วมกันอย่างเข้มแข็ง เข้มข้น และถึงลูกถึงคนจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเดินหน้าร่วมกันต่อไป
 

ประเด็นที่ 2 ทีมเซลล์แมนจังหวัดกับทีมเซลล์แมนประเทศต้องเดินหน้าต่อไปให้เข้มแข็งเข้มข้นและปรากฏเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นต่อไปทีมเซลล์แมนจังหวัดประกอบด้วยพาณิชย์จังหวัด หอการค้าจังหวัด เกษตรจังหวัด ตัวแทนเกษตรกร SMEsทุกฝ่าย จับมือกันระหว่างรัฐกับเอกชนขับเคลื่อนในระดับจังหวัด กระทรวงมีนโยบายชัดเจนว่าต้องมีเป้าหมาย มีเกณฑ์ เอกชนต้องใช้ทีมเซลล์แมนจังหวัดและทีมเซลล์แมนประเทศให้เข้มข้นขึ้น เป็นนโยบายซึ่งต้องอุดหนุนเป็นแบ็คให้กับภาคเอกชน แต่เซลล์แมนจังหวัดกับเซลล์แมนประเทศต้องจับมือกันทำงานร่วมกันให้เห็นผลเป็นรูปธรรมต่อไป

ประเด็นที่ 3 ภาคเอกชนไทยต้องเร่งปรับตัวให้ทันสถานการณ์โลก เตรียมการรองรับมาตรการกีดกันทางการค้าที่จะเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ เพราะภายหลังประเทศพัฒนาแล้วใช้มาตรการทางภาษีกีดกันสินค้าจากประเทศกำลังพัฒนาประสบความสำเร็จหลังจากการรวมตัวกันในระบบพหุภาคีหรือในระบบทวิภาคีในรูป FTA หรือ WTO ทำให้กำแพงภาษีทลายลงภาษีเป็นศูนย์ มาตรการทางภาษีจึงลดความสำคัญลง มาตรการใหม่จึงเกิดขึ้นคือมาตรการที่มิใช่ภาษีมาเป็นกำแพงกั้นสินค้าที่ไปจากประเทศคู่แข่งหรือประเทศอื่นๆ เราต้องจับตาสิ่งเหล่านี้ใกล้ชิด

 

ประเด็นที่ 4 ภาคเอกชนต้องเร่งศึกษาหาประโยชน์จาก FTA และการทำสัญญาการค้าระบบพหุภาคี โดยเฉพาะ RCEP กำลังจะมีผลบังคับใช้ ซึ่งจะให้สัตยาบันภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ บังคับใช้ได้ต้นปีหน้า ต้องรีบศึกษาข้อตกลงว่ามีอะไรบ้างจะเป็นอุปสรรคกับธุรกิจ จะได้เปรียบเรื่องอะไรบ้าง สำหรับความคืบหน้ากองทุน FTA เพื่อช่วยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในประเทศที่เอกชนเรียกร้องมานาน ล่าสุดได้ลงนามถึงกระทรวงการคลังเรื่องการจัดตั้งกองทุนแล้ว เมื่อผ่านแล้วจะนำเข้า ครม.พิจารณา ต่อไป