ขณะที่ข้อมูลจาก ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีสาระสำคัญว่า ปัจจุบันกฎหมายเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลด้านสุขภาพมีหลายฉบับ เช่น กฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขฉบับต่าง ๆ (เช่น พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 พระราชบัญญัติ วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 พระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติพ.ศ.2550 พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 รวมถึงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 323 แต่บทบัญญัติกฎหมายเหล่านี้ก็ไม่ได้กำหนดรายละเอียดเรื่องแนวปฏิบัติเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วย เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการเฉพาะ
ซึ่งเมื่อตรวจสอบ พบว่า มีการเลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ออกไปก่อนจนถึงวันที่ 31 พ.ค. 2565 เหตุมีผลกระทบจากโควิด กฎหมายมีรายละเอียดซับซ้อน ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีบทลงโทษทั้งคามรับผิดทางแพ่งและโทษทางปกครองและอาญา หลังจากเคยเลื่อนมาแล้วหลายครั้ง
ทำให้ขณะนี้ จึงยังไม่มีหน่วยงานระดับชาติ ที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับข้อมูลส่วนบุคคลของภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลด้านสุขภาพ
ขณะเดียวกัน ประเทศไทย ยังมี พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 ที่เป็นกฎหมายป้องกันเรื่องนี้โดยตรง และหลายหน่วยงานที่เป็นภาคเอกชนก็เริ่มดำเนินการกันไปบ้างแล้ว เช่น การเงิน การธนาคาร จะมีระบบป้องกันเต็มที่
ที่ผ่านมาการถูกแฮกระบบเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา หากติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ Cyber security จะพบรายงานข่าวการตกเป็นเหยื่อบนโลกออนไลน์ให้เห็นเป็นประจำ เช่น องค์กรขนาดใหญ่ถูก Ransomware ซึ่งเป็นมัลแวร์ Malware ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำการเข้ารหัสหรือล็อกไฟล์ ไม่ว่าจะเป็นไฟล์เอกสาร รูปภาพ วิดีโอ ผู้ใช้งานจะไม่สามารถเปิดไฟล์ใด ๆ ได้เลยหากไฟล์เหล่านั้นถูกเข้ารหัส หรือแม้แต่ ดารานักแสดงที่ถูกคุกคามบนโลกออนไลน์
วันนี้มีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นว่า อาชญากรทางไซเบอร์อันตรายและสร้างความเสียหายได้รุนแรงกว่าที่คิด เพราะสามารถที่เจาะระบบหรือปล่อยมัลแวร์เข้าไปโจมตีองค์กรธุรกิจทุกระดับ
สิ่งหนึ่งที่สังคมต้องการรู้ ก็คือจุดประสงค์ที่แฮกเกอร์ หรือ ผู้ไม่หวังดีโจมตีหน่วยงาน องค์กร บุคคลที่มีชื่อเสียง แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ ระบบ Cyber Security ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญและทุกองค์กรไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชน ควรตระหนักและให้ความสำคัญอย่างจริงจัง
แม้เราจะมี พ.ร.บ. ไซเบอร์ แต่ก็ดูเหมือนจะแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ตรงจุด...