เธอให้เหตุผลว่า ศาสนาที่เธอเข้าใจในตอนหลัง กับศาสนาที่เธอได้รับการปลูกฝังมาไม่เหมือนกัน ศาสนาแบบปลูกฝัง เป็นเรื่องอะไรที่เข้าใจยากมาก เต็มไปด้วยเรื่องเกินจริง ไม่มีเหตุผล เคร่งครัด และเต็มไปด้วยข้อจำกัด ในขณะที่ศาสนาที่เธอเข้าใจในตอนหลัง กลับไม่ใช่อะไรเลย
อาตมาคุยกับโยมผึ้งผู้เป็นแม่ โยมผึ้งบอกว่า ด้วยการที่ตัวเองเป็นครูด้วย ตอนนั้น ก็เผื่อใจไว้แล้ว คือไม่คิดที่จะขัดขวางลูก และพร้อมเสมอในการรับฟังเหตุของลูก หากต้องการจะเลิกนับถือศาสนา เธอแนะนำให้ลูกของเธอไปจัดการเรื่องบัตรประชาชน ตามความประสงค์อย่างที่ลูกอยากจะเป็น
เธอบอกว่า เธอถามลูกว่า แล้วหนูจะนับถืออะไร ยึดเหนี่ยวอะไร ลูกของเธอก็ตอบว่า หนูขอนับถือตัวเองและมีแม่เป็นที่ยึดเหนี่ยวก็พอ ลูกของเธอสักคำว่าแม่ ไว้ที่หน้าอกด้วย โยมผึ้งกล่าว
โยมผึ้งเล่าต่อไปว่า สิ่งที่เป็นเรื่องที่เธอรู้สึกตกใจและเซอร์ไพรส์เป็นอย่างมาก คือตลอดระยะเวลา 4 ปี นับตั้งแต่ที่ลูกของเธอเลิกนับถือศาสนา ลูกของเธอแทบจะไม่เข้าวัดเลย ไม่เข้าร่วมพิธีกรรมทางศาสนาใดๆ เลย ถ้าไปวัดด้วยกัน ลูกเธอมักจะขอรออยู่ด้านนอกตลอด
โยมผึ้งกล่าวว่า การที่ลูกของเธอเลิกนับถือศาสนา บางครั้งก็นำความลำบากใจมาให้กับเธอบ้าง บางครั้งเธออยากไปปฎิบัติธรรมที่วัดต่างจังหวัดตามคำแนะนำของเพื่อน แต่เมื่อลูกไม่ไปด้วย ก็ทำให้เธอเดินทางไปไม่ได้ ในความไม่เห็นตรงกันเรื่องศาสนานี้ ทำให้โยมผึ้งกับลูกสาวของเธอแทบจะไม่ค่อยคุยกันเลย
อาตมาสนทนากับโยมผึ้ง โยมผึ้งบอกว่า ที่ทั้งรู้สึกดีใจและตกใจ เพราะ 2-3 วันที่ผ่านมานี้ ในทุกๆ คืน เธอจะเห็นลูกของเธอฟังธรรมะตลอด (ธรรมะอะไรก่อน สภาพพ) และเมื่อวันนี้ที่เป็นวันเกิดเพื่อน เธอได้ลองชวนลูกของเธอมาทำบุญที่วัดด้วย ลูกเธอ ตอบตกลง