สุดท้ายสาวบุรีรัมย์โดนหนุ่มเบญจลักษ์หลอกไปพักที่บ้านและทำการบังคับข่มขืน พร้อมกับหน่วงเหนี่ยวให้อยู่ต่อถึง 3 วัน 2 คืน ก่อนสาวเจ้าหลบหนีออกมาได้เข้าแจ้งความกับตำรวจภูธรเบญจลักษ์ ซึ่งตอนนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าใจว่าเป็นเรื่องครอบครัวคนรักจึงไม่ได้รับแจ้งความ และยังบริจาคเงินเป็นค่ารถเดินทางกลับบุรีรัมย์เพื่อไปกักตัว และเมื่อสาวบุรีรัมย์เดินทางถึงบ้านเกิดที่อำเภอประโคนชัย ก็ได้ ไปแจ้งความกับตำรวจทั้งกล่าวหาว่าตำรวจเบญจลักษ์ไม่รับแจ้ง ความกรณีหนุ่มเบญจลักษ์บังคับข่มขืน
โดยพนักงานสอบสวนจากตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ได้ทำการสอบสวนรวบรวมหลักฐานทุกอย่างประกอบสำนวนคดีของสาวบุรีรัมย์ ตามไปที่บ้านที่เกิดเหตุเพื่อให้สาวบุรีรัมย์ได้ชี้จุดเกิดเหตุตั้งแต่ลงรถที่หน้าร้านสะดวกซื้อในอำเภอเบญจลักษ์ เดินมาขึ้นรถจักรยานยนต์หนุ่มเบญจลักษ์เดินทางไปที่บ้าน พักอาศัยอยู่ 3 วัน 2 คืน พร้อมการสอบพยานรอบข้าง ทางเจ้าหน้าที่ อบต.หนองฮาง ที่ช่วยเหลือนำตัวมาส่งตำรวจ เจ้าหน้าที่ อสม. ที่ดูแลกักตัวช่วงเดินทางมาถึงบ้านหนุ่มเบญจลักษ์ และที่สำคัญได้ยึดโทรศัพท์มือถือของสาวบุรีรัมย์และหนุ่มเบญจลักษ์ทั้งสองเครื่องที่มีการแชทคุยกันทาง inbox Facebook มา
เบื้องต้นพบว่ามีการลบข้อมูลที่คุยกันบางส่วน จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าระบบกู้ข้อมูลกลับมาคืนก่อนพบหลักฐานเด็ดอีกชิ้นหนึ่ง โดยพบว่าขณะที่สาวบุรีรัมย์กับหนุ่มเบญจลักษ์พูดคุยกันทาง inbox Facebook มีการส่งภาพลับของสาวเจ้าที่เป็นภาพถ่ายตนเองขณะเปลือยเปล่าไม่ใส่อาภรณ์เสื้อผ้าเห็นอวัยวะทุกส่วน ส่งมาให้ชายหนุ่มเบญจลักษ์ก่อนเดินทางมาพบด้วย จึงบันทึกสำนวนสอบสวนก่อนแจ้งข้อหากับหนุ่มเบญจลักษ์ 3 ข้อหา คือ 1. นำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ 2.กักขังหน่วงเหนี่ยวเพื่อไม่ให้บุคคลอื่นได้รับอิสรภาพ 3. บังคับข่มขู่เพื่อข่มขืนกระทำชำเราหญิง อื่นที่มิใช่ภรรยาตนเองจนสำเร็จความใคร่ ด้วยอาวุธปืนปลอม โดยจะได้สรุปสำนวนให้เสร็จภายในเที่ยงของวันนี้ก่อนนำตัวหนุ่มเบญจลักษ์ไปฝากขังที่ศาลจังหวัดศรีสะเกษ
โดย - พงษ์พัฒน์ ไตรพิพัฒน์