รร.อนุบาลโคม่าเก็บค่าเทอมได้ไม่ถึง 20% รร.เอกชนส่อเจ๊งกว่า 1,408 แห่ง
18 ส.ค. 2564 | natsika_kam

จากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบันเข้าขั้นวิกฤติ ส่งผลให้หลายๆอาชีพสาหัสไม่ต่างจากกัน หนึ่งในนั้นคืออาชีพเจ้าของกิจการโรงเรียน
ข่าว
18 ส.ค. 2564 | natsika_kam

จากสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบันเข้าขั้นวิกฤติ ส่งผลให้หลายๆอาชีพสาหัสไม่ต่างจากกัน หนึ่งในนั้นคืออาชีพเจ้าของกิจการโรงเรียน
18 สิงหาคม 2564 อาชีพเจ้าของกิจการโรงเรียน ได้รับผลกระทบอย่างหนักในขณะนี้ หากมองให้ลึกลงไปถึงความเดือดร้อนของกลุ่มโรงเรียน ที่ปัจจุบันปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ 100% โรงเรียนอนุบาลเจ็บหนักที่สุด เพราะผู้ปกครองที่กำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจในเวลานี้ เลือกที่จะเซฟชีวิต ด้วยการหยุดจ่ายค่าเทอม
นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ได้เผยว่า โรงเรียนเอกชนที่เปิดให้บริการในเวลานี้ ได้รับผลกระทบกันหมด เนื่องจากผู้ปกครองจำนวนมากกำลังเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจจากโควิด-19 “โรงเรียนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ โรงเรียนอนุบาล สาเหตุเพราะ การเรียนออนไลน์ไม่ได้ตอบโจทย์กับเด็กเล็ก เมื่อพ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกเล็กๆเอง เขาจึงเลือกที่จะชะลอการจ่าย ส่งผลให้เกิดปัญหากับครูและโรงเรียน
ซึ่งจากการเก็บรวบรวมข้อมูลของคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน พบว่า ตั้งแต่โควิดระบาดครั้งที่แล้ว จนถึงขณะนี้มีโรงเรียนทั้งในและนอกระบบยื่นเลิกกิจการทั้งประเทศ จำนวน 1,310 แห่ง เลิกกิจการไปแล้ว 1,207 แห่ง ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนมากเป็นโรงเรียนกวดวิชาและโรงเรียนที่สอนวิชาชีพ
นายอรรถพล กล่าวว่า ในจำนวน 1,310 แห่งเวลานี้ เลิกกิจการแน่ๆ เหลือแค่ขั้นตอนเอกสาร แบ่งเป็นโรงเรียนนานาชาติอีก 5 แห่ง โรงเรียนสามัญ และโรงเรียนอนุบาล 98 แห่ง โรงเรียนนอกระบบ (กวดวิชา) 365 แห่ง
นอกจากนี้ ยังมีตัวเลขที่น่าสนใจอีกคือ คาดว่าน่าจะมีตัวเลขเลิกกิจการมากกว่า 1,310 แห่ง เพราะจากการเก็บรวบรวมข้อมูล เชื่อว่าน่าจะไปถึง 1,408 แห่ง นายอรรถพลได้อธิบายเพิ่มเติมอีกว่า เวลาจะเปิดเทอม โรงเรียนเอกชนเหล่านี้จะรายงานมาที่ คณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ว่ามีนักเรียนเข้ามาสมัครเรียนกี่คน บางโรงเรียนไม่มีนักเรียนมาสมัคร บางแห่งมีตัวเลขสมัครเป็นหลักหน่วย (คาดว่าต้องโอนย้ายไปเรียนที่อื่น) โรงเรียนบางแห่งเงินอุดหนุน รวมถึงเก็บค่าเทอมไม่พอจ่ายเงินเดือนครู
“โรงเรียนที่เข้าข่ายลักษณะนี้ รอดช่วงโควิดนี้ไปได้ ก็คือ “ปาฏิหาริย์” ถ้าปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้นก็เพราะบางแห่งได้รับเงินบริจาคจากสมาคมผู้ปกครองและครู แต่...เงินบริจาคในเวลานี้ก็หายากเช่นเดียวกัน”
นอกจากนี้ยังพบว่าโรงเรียนอนุบาลทั่วประเทศ เก็บค่าเทอมได้ไม่ถึง 20% เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เผยว่า โรงเรียนเอกชนในระบบ ทั่วประเทศมีทั้งสิ้น 3,983 แห่ง อาการหนัก 1,408 แห่ง เลิกกิจการแน่ๆ อีก 98 แห่ง นี่เรียกว่าส่อเจ๊งเกือบครึ่ง ที่สำคัญ การเลิกกิจการก็หมายความว่า บุคลากรทางการศึกษาเหล่านี้จะตกงานไปด้วย ซึ่งคาดการณ์ว่าน่าจะมีมากกว่า 4 พันคน ส่วนการจัดเก็บค่าเทอม เท่าที่เราสำรวจจากโรงเรียนทั้งหมด พบว่าโดยเฉลี่ยทั้งประเทศ สามารถเก็บได้ 50% ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด แต่สำหรับโรงเรียนอนุบาล เก็บได้ไม่ถึง 20% “ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว การบริหารโรงเรียนจำเป็นต้องใช้เงินจากค่าเทอม 85-90% ส่วนต่างที่เกิดขึ้นนี้ คือ โรงเรียนต่างๆ ต้องควักเนื้อ เจียดทุนมาใช้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการปล่อยกู้เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนเหล่านี้ไปแล้วมากกว่า 500 ล้าน”
แนวทางการช่วยเหลือ หวัง “กองทุนฟื้นฟู” พยุงกิจการ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวว่า หากยังมีการล็อกดาวน์อย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่า ทั้งประเทศ จะเหลือโรงเรียนที่เปิดสอนอนุบาลอย่างเดียว แค่ 30% และหายไป 70% โรงเรียนที่เหลือรอดจะเป็นโรงเรียนใหญ่และมีชื่อเสียง สิ่งที่จะตามมา คือ โรงเรียนภาครัฐต้องรับผิดชอบเด็กมากขึ้น เพราะเด็กๆ จะไปอยู่ศูนย์เด็กเล็กตาม อปท. ซึ่งความสามารถการดูแลแตกต่างกับโรงเรียนเอกชน ในส่วนแนวทางการช่วยเหลือ นายอรรถพล กล่าวว่า เราพยายามหาทางช่วย พยุงกิจการตลอด เรามีกองทุนส่งเสริมการเรียนในระบบ พยายามหาวงเงินให้กู้ ช่วงโควิดรอบแรก มาเจอรอบ 2-4 ก็พยายามขยายวงเงินให้กู้ จาก 1 ล้าน เป็น 3 ล้าน ซึ่งรัฐบาลเองก็อยากจะให้สินเชื้อฟื้นฟู ซึ่ง ทาง ก.คลัง คณะรัฐมนตรี (ครม.) แบงก์ชาติ เห็นชอบในหลักการ แต่ธนาคารไม่ปล่อยกู้ เพราะธนาคารเขาได้รับความเสี่ยง