ย้อนรอยการชุมนุมและปะทะจนเรียกได้ว่า "สมรภูมิสามเหลี่ยมดินแดง" ปี2564 การชุมนุมหลายครั้งในเดือนส.ค.เกิดเหตุปะทะระหว่างมวลชน และเจ้าหน้าที่ แม้ล่าสุด "ณัฐวุฒิ" ผู้นำชุมนุมคาร์ม็อบปาร์ก ก็ไร้ความหมายเมื่อมวลชนก้าวข้ามแกนนำ หรือเวทีนี้ไม่ใช่ของ "ณัฐวุฒิ" อีกต่อไป

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

วันที่ 15 สิงหาคม 2564 เมื่อเวลา 18.00 น. ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตเลขาธิการ นปช. ผู้ประกาศจัดการชุมนุมคาร์ม็อบปาร์ก ประกาศยุติการชุมนุมขับไล่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ณ สี่แยกราชประสงค์ ซึ่งถ้าการชุมนุมจบที่ตรงนี้ถือว่า "บรรลุเป้า" และพร้อมที่จะมีนัดต่อไป 

 

แต่เวลา 18.20 น. มีรายงานว่าเกิดเหตุวุ่นวายบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ณัฐวุฒิ ต้องเดินทางมาที่สามเหลี่ยมดินแดง เพื่อประกาศว่าการชุมนุมยุติแล้ว ตั้งแต่เวลา 18.00 น.

 

"ผมจะพยายามเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชน ขอเวลาหน่อย แล้วขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้ถอยออกมาจากแนวปะทะ และเมื่อพี่น้องถอนตัวออกมาแล้ว ให้แยกกันเดินทางกลับบ้านเลยนะครับ ผมเป็นห่วง"

 

แต่ดูเหมือนว่า เสียง "ณัฐวุฒิ" เบาเกินไป หรือเสียงนั้นไม่มีพลังมากพอที่จะหยุดยั้งมวลชนวัยรุ่น หรือเสียงนั้นไร้ความหมายกับผู้ชุมนุมเสียแล้ว

 

ต่อหน้าต่อตา ขณะ "ณัฐวุฒิ" พูดบนรถกระบะ กลุ่มมวลชนจำนวนมาก เดินสวนคำพูดนั้นมุ่งหน้าสู่บ้านพักพล.อ.ประยุทธ์ ภายในค่ายทหาร กรมทหารราบที่ 1 หรือ ร.1รอ. ประชิดตู้แนวคอนเทนเนอร์ ทำให้เจ้าหน้าที่ยิงต้องยิงแก๊สน้ำตาเพื่อควบคุมพื้นที่ 

 

ถ้าย้อนเหตุการณ์การชุมนุม "คาร์ม็อบ" นัดบีบแตร เปิดไฟ ใส่แฮชแท็ก #ไล่ประยุทธ์ นับเอาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 1 สิงหา เกิดคาร์ม็อบทั่วไทย ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตะวันออก ถึงตะวันตก กว่า 40 จุด แต่หลังแกนนำประกาศยุติชุมนุม 16.30 น. ช่วงเย็นวันเดียวกัน มวลชนปะทะเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง โดยเจ้าหน้าที่ได้ใช้แก๊สน้ำตา และกระสุนยางในการปราบผู้ชุมนุม จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.30 น. มีการประกาศให้ผู้ชุมนุมแยกย้าย เนื่องจากใกล้เวลาเคอร์ฟิว แต่กว่าจะแยกย้ายสลายตัวอย่างแท้จริงก็ราว 4 ทุ่มเศษ

 

พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันว่า "เจ้าหน้าที่แค่เตือนและไม่เกินกว่าเหตุ"

ต่อมา 7 สิงหาคม การชุมนุมนำโดยกลุ่ม "เยาวชนปลดแอก" รวมกับคาร์ม็อบ "สลิ่มกลับใจ" ของ ธนัตถ์ ธนากิจอำนวย หรือไฮโซลูกนัท ในย่านสุขุมวิท-ทองหล่อ

 

เวลา 15.30 น. ผู้ชุมนุมเริ่มต้นเคลื่อนขบวนจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ มุ่งหน้ากรมทหารราบที่ 1 โดยใช้เส้นทางถนนวิภาวดี แต่ผู้ชุมนุมต้องหยุดชะงักบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนสกัดกั้นไม่ให้ไปต่อ จึงเกิดสถานการณ์ตึงเครียดบนพื้นที่สามเหลี่ยมดินแดง หลังเจ้าหน้าที่ยิงแก๊สน้ำตา เพื่อสลายการชุมนุมเป็นระยะๆ พร้อมประกาศขอให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม 

 

เวลา 21.00 น. เจ้าหน้าที่เดินหน้าเข้ากดดันผู้ชุมนุมที่บริเวณแยกสามเหลี่ยมดินแดง เพื่อให้ยุติการชุมนุม

 

ต่อมา ในการชุมนุมคาร์ม็อบ 10 สิงหา ลงเอยเหมือนกัน มีการปะทะกัน เมื่อเวลา 17.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมกลับมาที่แยกดินแดงอีกครั้ง ระหว่างนั้นได้มีการทุบทำลายตู้ยามตำรวจจราจรบริเวณสามเหลี่ยมดินแดง และวางเพลิงเผาตู้ยามจราจร

 

17.05 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้ประกาศยุติการชุมนุม 17.20 น. ผู้ชุมนุมที่ยังอยู่บริเวณสามเหลี่ยมดินแดง ได้ขว้างปาสิ่งของ และรวมตัวกันเคลื่อนตัวจากแยกดินแดงไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

 

18.10 น. กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้ทำการทุบทำลายทรัพย์สินทางราชการ บริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

 

19.40 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้จุดไฟเผาตู้ยามจราจรตำรวจ สน.พญาไท ที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

 

เหตุการณ์วันนั้น ตำรวจ จับกุมตัวผู้กระทำความผิดได้ 6 ราย ยึดรถจักรยานยนต์เกือบ 100 คัน ส่วนตำรวจได้รับบาดเจ็บ 6 นาย โดนกระสุนปืน สะเก็ดระเบิดแสวงเครื่อง และพลุเพลิง

 

และในการชุมนุม 11 สิงหา กลุ่มทะลุฟ้า ได้มีการประกาศเชิญชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ นัดหมายที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จากนั้นเวลา 14.45 น. มวลชนทยอยมาถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 

เวลา 16.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนตัวมาที่แยกสามเหลี่ยมดินแดง เจ้าหน้าที่ประกาศว่าการกระทำของผู้ชุมนุมมีความผิดนามกฎหมาย ขอให้ยุติการชุมนุม แต่กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามฝ่าแนวกั้นของตำรวจ รื้อรั้วลวดหนาม และฝ่าแนวสิ่งกีดขวางที่ตำรวจวางไว้

 

เวลา 17.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้ทุบทำลายรถยนต์ของทางราชการ และเผารถยกของเจ้าหน้าที่ตำรวจเสียหาย 2 คัน

 

ทวิตเตอร์ “ออโต้” ได้โพสต์ข้อความว่า “ตำรวจเอาประทัดยักษ์ยัดใส่มือผู้ชุมนุมแล้วทำให้ประทัดยักษ์แตก เกินไปหรือเปล่า โดยมีภาพชายคนหนึ่ง ที่บริเวณมือข้างหนึ่งถูกระเบิดทำให้เนื้อหลุดหายไป 

 

พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. ในฐานะโฆษก บช.น. ชี้แจงข้อเท็จจริงว่า กรณีดังกล่าวมีผู้ชุมนุมรายหนึ่งพยายามจุดประทัดยักษ์เพื่อจะขว้างใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ประทัดยักษ์ได้เกิดระเบิดเสียก่อน จนทำให้เจ้าตัวได้รับบาดเจ็บ ก็ขอแสดงความเสียใจกับผู้บาดเจ็บด้วย"

13 สิงหา "ม็อบทะลุฟ้า" นัดระดมกันที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตั้งแต่ก่อนเวลา 15.00 น.
เวลา 17.35 มีรายงานว่า "ไฮโซลูกนัท" ไม่แน่ชัดว่าโดนยิงด้วยกระสุนยางหรือแก๊สน้ำเข้าที่ใบหน้า โดนที่ดวงตา ผู้ชุมนุมเร่งช่วยเหลือ และต่อมามีการประกาศยุติการชุมนุมโดยทันที


เวลา ⁣20.00 น. อาการล่าสุดของ "ไฮโซลูกนัท" นี้แพทย์เตรียมผ่าตัดด่วน⁣ หลังพบโลหะแก๊สน้ำตาที่บริเวณคิ้ว อาจก่อให้เกิดความเสียหายกับดวงตาได้ ก่อนเข้าห้องผ่าตัดเจ้าตัวขอให้มวลชนต่อสู้ต่อไป

 

21.00 น. พ.ต.อ. กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจเเห่งชาติ แถลงสรุปม็อบ13 สิงหา โดยระบุว่ามวลชนมี 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มาชุมนุม และกลุ่มที่เตรียมมาสร้างสถานการณ์ความรุนแรง จึงมีความจำเป็นต้องสลายการชุมนุม พร้อมยืนยันตำรวจใช้มาตรการตามหลักสากล 

 

จากคาร์ม็อบวันที่ 1 สิงหา ถึงม็อบคาร์ปาร์ก 15 สิงหา เมื่อดูจากมิติทางการเมือง เชื่อมความล้มเหลวในการบริหารสถานการณ์โควิด ก็ทำให้มวลชนไม่พอใจรัฐบาลมากยิ่งขึ้น และมีความเคียดแค้นต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความล้มเหลว ความไม่จริงใจในการให้ข้อมูลกับประชาชน แต่สถานการณ์ก่อความรุนแรง กลับพลิกผัน "แนวร่วม" เป็น "แนวนิ่ง" สิ่งที่ม็อบหวังว่า จะล้ม "นายทุน ขุนศึก ศักดินา" กลับด้อยค่าเพราะการกระทำของตน

 

รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก อดีตที่ปรึกษากรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า สถานการณ์การชุมนุมขับไล่ นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ ในขณะนี้ เป็นการชุมนุมที่ไม่ได้มีวิวัฒนาการไปไหน เหมือนกับว่า เดิมเรามีบรรพบุรุษเป็นลิง ขณะนี้ลิงก็ยังเป็นลิงอยู่ ส่วนเรากลายเป็นคนแล้ว แต่วันนี้ถ้านับแบบเดียวกัน กำลังจะพยายามย้อนหลังเป็นลิง เพราะไม่ได้ก่อให้เกิดผลบวก

 

ทั้งที่เดิมทีได้ใช้เรื่องออนไลน์ ใช้แฟลชม็อบ ใช้สิ่งที่เป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ประกอบกับการใช้ความคิดที่ค่อนข้างมีพัฒนาการ จนสามารถดึงความรู้สึก จิตใจของพี่น้องประชาชนให้ออกมาร่วมกันได้เป็นจำนวนมาก โดยมีหลายประเด็น ทั้งเรื่องการบริหารจัดการโควิดของรัฐบาล การจัดหาและกระจายวัคซีน รวมถึงการดูแลประชาชนช่วงโควิด

 

ความรุนแรงที่ก่อขึ้น ได้ทำลายความชอบธรรมในข้อเรียกร้องเพื่อขับไล่พล.อ.ประยุทธ์ ไปหมดสิ้น