ฟ้าทะลายโจรกับการรักษาโควิด
นับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด บรรดาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก ต้องค้นหาแนวทางรักษาผู้ป่วยเร่งด่วน ซึ่งในไทยมีการหยิบยกสมุนไพรอย่าง “ฟ้าทะลายโจร” เข้ามาอยู่ในกระบวนการรักษาผู้ป่วย
จนวันที่ 4 มิ.ย.2564 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศเรื่องบัญชียาหลักแห่งชาติ ด้านสมุนไพร ฉบับที่ 2 เพื่อส่งเสริมการใช้ยาจากสมุนไพร ในระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นรูปธรรม
ในข้อ 2 เพิ่มเติมรายการยาจากสมุนไพรในบัญชีแนบท้าย จำนวน 5 รายการ ประกอบด้วย ยาทำลายพระสุเมรุ ยาบรรเทาริดสีดวงทวารหนัก ยาสารสกัดฟ้าทะลายโจร ที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ andrographolide ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 โดยน้ำหนัก (w/w) ยาสารสกัดฟ้าทะลายโจร และยาผงฟ้าทะลายโจร
ทั้งนี้ในรายการของ “ฟ้าทะลายโจร” แบ่งเป็นยาสารสกัด และยาผง มีการระบุเงื่อนไขว่า “ใช้กับผู้ป่วยโควิด ที่มีความรุนแรงน้อย เพื่อลดการเกิดโรคที่รุนแรง” ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการขึ้นทะเบียนเฉพาะเจาะจง ให้ใช้กับโรคระบาดในปัจจุบัน
จากนั้นเมื่อวันที่ 27 ก.ค.2564 ครม.เห็นชอบหลักการส่งเสริมการใช้ยาฟ้าทะลายโจร ในการรักษาผู้ป่วยโควิด ที่ยังไม่มีอาการ เพื่อเป็นทางเลือกในการรักษา และลดภาระระบบสาธารณสุข ตามที่กระทรวงยุติธรรมเสนอ อ้างผลศึกษาใช้รักษากลุ่มผู้ต้องขังที่มีอาการไม่รุนแรง 1.18 หมื่นคน พบว่าได้ผลดีรักษาผู้ต้องขังหายแล้ว ร้อยละ 99.02 จากยอดผู้ต้องขังที่ติดเชื้อ
ถอนงานวิจัยแก้ไขเชิงชีวสถิติ
โดยช่วงที่ผ่านมา ทีมนักวิจัยจากกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล ทำการทดลองใช้สารสกัด “ฟ้าทะลายโจร” ในผู้ป่วยโควิด พร้อมเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ก่อนสรุปงานวิจัยเบื้องต้น เพื่อรอตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ ซึ่งช่วงที่ผ่านมา การใช้สมุนไพรไทยไม่ค่อยได้ตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติ
กระทั่งเมื่อวานนี้ (8 ส.ค.) นพ.สันต์ ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กถึงการถอนงานวิจัย จากนั้นเริ่มหลายคนออกมาอธิบายเรื่องนี้ เช่น นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ blockdit ส่วนตัวว่า นักวิจัยไทยขอถอนงานวิจัยเป็นการชั่วคราว เนื่องจากพบข้อผิดพลาดเรื่องตัวเลข และจะเสนอกลับเข้าไปใหม่
ซึ่งในงานวิจัยชิ้นดังกล่าว ลงรายละเอียดว่า เป็นการทดลองแบบสุ่ม โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเปรียบเทียบ (RCT) ใช้สารสกัดฟ้าทะลายโจรในผู้ป่วยอาการเล็กน้อย อายุ 18-60 ปี
ที่ทำการแบ่งกลุ่มอาสาสมัครเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้ใช้สารสกัดฟ้าทะลายโจร (29 ราย) และไม่ใช้ยาฟ้าทะลายโจร หรือใช้ยาหลอก (28 ราย) เบื้องต้นได้ใช้สารสกัดจากฟ้าทะลายโจร 180 มิลลิกรัมต่อวัน จำนวน 5 วันต่อเนื่อง โดยรับประทานครั้งละ 60 มิลลิกรัม วันละ 3 เวลา
โดยจะมีการตรวจเอกซเรย์ปอด ตรวจเลือดในวันที่ 1,3,5 เพื่อดูผลสำคัญ 3 ประการได้แก่ 1.ปอดอักเสบ 2.เชื้อไวรัสในวันที่ 5 และ 3.ระดับการอักเสบ (CRP)
เมื่อผลการทดลองออกมาว่า ไม่พบอาการปอดอักเสบเลย ในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายโจร 29 ราย แต่พบในกลุ่มยาหลอก 3 จาก 28 ราย คิดเป็น 10.7% เมื่อคำนวนทางสถิติแล้ว ยังไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p=0.112) ตรงนี้คือจุดผิดพลาดในการรายงานครั้งแรกว่า มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (p=0.03)
เบื้องต้น “นพ.เฉลิมชัย” ยืนยันว่า ทีมนักวิจัยของไทยเป็นผู้ตรวจพบความผิดพลาดเอง และขอถอนงานออกมา ไม่ได้เกิดจากถูกปฏิเสธ หรือถูกส่งกลับมาจากวารสารการแพทย์ ฉะนั้นสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรยังมีแนวโน้มที่ดี ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโควิดลงปอด และสามารถใช้งานต่อไปได้เช่นเดิม