เนชั่นทีวี

ข่าว

รัฐกำลังใช้น้ำมันดับไฟหรือไม่ เมื่อออกประกาศปิดปากสื่อ-ปชช. อ้างเฟกนิวส์

02 ส.ค. 2564 | tinakit_rat

รัฐกำลังใช้น้ำมันดับไฟหรือไม่ เมื่อออกประกาศปิดปากสื่อ-ปชช. อ้างเฟกนิวส์

เฟกนิวส์–สื่อบิดเบือน หรือความล้มเหลวในการสื่อสารของรัฐบาลกับประชาชน กันแน่ จึงมีประกาศฉ.27(11) -29 -6 เหมือนจะเป็นประกาศประจานการทำงานของตัวเองหรือไม่ จึงใช้น้ำมันดับไฟ

วันนี้ (2 ก.ค.64) จากกรณีรัฐบาลโดนคลื่นสังคมโซเชียลกระหน่ำเป็นระลอก ทั้งเรื่องจริงและเฟกนิวส์  ไม่ว่าจะคนนอนเสียชีวิต รอเตียงริมถนน วัคซีนไม่มีประสิทธิภาพแม้แต่เรื่องรัฐประหาร กระทั่ง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ถึงกับลั่นกลางที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า “ขอโฆษกทุกกระทรวงเร่งสื่อสารทำความเข้าใจประชาชนในเรื่องสถานการณ์โควิด ก่อนเปรย ว่า “ใครไม่อยากทำงานก็ลาออกไป”

 

ทั้งที่เมื่อวันที่ 10 ก.ค.รัฐได้ออกประกาศฉบับที่ 27 ในการขยายระยะเวลาการบังคับใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปเป็นคราวที่ 12 จนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 แต่ในประกาศฉบับนี้ ข้อ 11 มาตรการเพื่อมิให้มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารอันทำให้เกิดความเข้าใจผิด ในสถานการณ์ฉุกเฉิน การเสนอข่าวหรือการทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใดที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสารทำให้เกิด ความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ทั่วราชอาณาจักรนั้น เป็นความผิดตามมาตรา 9 (3) แห่งพระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548

 

ขณะที่วันที่ 29 กรกฎาคม 2564 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (ฉบับที่ 29) ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2564 ความว่า “…….อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 นายกรัฐมนตรีออกข้อกำหนดไว้ ดังต่อไปนี้

 

ข้อ 1. ห้ามผู้ใดเสนอข่าว จำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด ที่มีข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว หรือเจตนาบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ฉุกเฉินจนกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ หรือความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชนในเขตพื้นที่ที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

 

ข้อ 2. ในกรณีมีการเผยแพร่ข้อความหรือข่าวสารตามข้อ 1 ในอินเทอร์เน็ต ให้สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงานกสทช.) แจ้งผู้รับใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ตตามกฎหมายว่าด้วยองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมทุกรายทราบ และให้ผู้รับใบอนุญาตดังกล่าวทุกรายมีหน้าที่ตรวจสอบว่าข้อความหรือข่าวสารดังกล่าวมีที่มาจากเลขที่อยู่ไอพี (IP Address) ใด หากเป็นเลขที่อยู่ไอพี (IP Address) ที่ตนเป็นผู้ให้บริการ ให้แจ้งรายละเอียดตามที่สำนักงาน กสทช. กำหนด ให้สำนักงาน กสทช. ทราบ และให้ระงับการให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่เลขที่อยู่ไอพี (IP Address) นั้นทันที

ให้สำนักงาน กสทช. ส่งรายละเอียดตามที่ได้รับแจ้งตามวรรคหนึ่งให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยเร็วเพื่อดำเนินคดีต่อไป ผู้รับใบอนุญาตผู้ใดไม่ปฏิบัติตามวรรคหนึ่ง ให้ถือว่าไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญาตการให้บริการอินเทอร์เน็ต และให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการตามกฎหมายต่อไปโดยข้อกำหนดมีผลบังคับใช้ในวันที่ 30 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป

 

กระทั่งวันที่ 1 ส.ค. พลเอกประยุทธ์ นายกรัฐมนตรีและในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(ศบบ.) ได้ลงนามคำสั่งในประกาศ ปรับโครงสร้างศบค. ฉบับที่ 6 ตั้ง “เลขาฯกสทช.”เป็นหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการด้านการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินส่วนการสื่อสารในอินเทอร์เน็ต และสามารถตัดสัญญานเน็ตของผู้โพสต์ข้อความ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันนี้(2 ส.ค.) 

 

ล่าสุดวันเดียวกัน ที่ ศาลแพ่งรัชดา นายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความจากภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้ก่อตั้งสื่อออนไลน์ The Reporters, Voice, The Standard, The Momentum, THE MATTER, ประชาไท, Dem All, The People, way magazine, PLUS SEVEN และประชาชนเบียร์ รวมตัวยื่นฟ้อง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กรณีออกข้อกำหนดฉบับที่ 29 ให้อำนาจ กสทช. “ตัดเน็ต” ผู้โพสต์ข้อความอันอาจทำให้ประชาชนเกิดความหวาดกลัว ซึ่งเป็นการออกคำสั่งโดยไม่มีอำนาจ ไม่มีความจำเป็น ไม่ได้สัดส่วน และขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2560

 

ศาลแพ่งรับฟ้อง และขณะนี้อยู่ระหว่างไต่สวนฉุกเฉินเพื่อคุ้มครองชั่วคราว

มาตรการที่กล่าวมารัฐบาลยกข้ออ้างเฟกนิวส์และการบิดเบือนของสื่อนั้น นาย รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ออกมาสะท้อนถึงประกาศ ฉบับที่ 6 กล่าวถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ดำเนินการจัดการเฟกนิวส์ และจำกัดการแสดงความคิดเห็นจากทั้งสื่อมวลชน ผู้มีชื่อเสียงและประชาชนทั่วไป ว่า ทุกวันนี้ต่อให้เป็นข่าวจริงก็สามารถดำเนินการได้ทันที หากกระทบต่อข้อกำหนดตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ที่ได้เพิ่มข้อกำหนดขึ้นมา ถ้ารัฐบาลมีความโปร่งใส แทนที่จะชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่ให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน ก็ไม่สามาถชี้แจงประชาชนได้  อีกทั้งไม่เคยจัดการข่าวปลอมจากฝั่งรัฐบาล

 

“พร้อมถามกลับว่า เป็นความผิดของประชาชนหรือไม่ที่ต้องการทราบข้อเท็จจริง  เพราะสิ่งที่ประชาชนแสดงออก ไม่ได้มีเจตนาสร้างข่าวปลอม หรือ เฟกนิวส์ ทั้งที่ไม่เคยแก้ปัญหาจากฝั่งตัวเอง จะมีหน้ามาจัดการปรชะชาชนได้อย่างไร ตนมองว่า ข้อสั่งการดังกล่าวออกมาเพื่อปกป้องรัฐบาลจากการวิพากษ์วิจารณ์มากกว่า วันนี้ประชาชนหวาดกลัวกับโรคระบาดมากพอแล้ว อย่าให้ต้องกลัวการทำหน้าที่ห่วยๆ ของรัฐบาลเลย”

 

 หรือบทสรุปนี้จะเป็นอย่างที่นายรังสิมันต์ โรมกล่าว “อย่าให้ประชาชนกลัวการทำหน้าที่ห่วยๆของรัฐบาลเลย”

ข่าวล่าสุด