พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พลังงาน  ตัวแทนสำนักงบฯ และตัวแทนสภาพัฒน์ หารือเมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเตรียมพร้อมวางมาตรการการใช้จ่ายเงิน ตามพ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้าน ส่องรายละเอียดเงินกู้เยียวยาด้านใด?

การหารือร่วมกันระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ตัวแทนสำนักงบฯ และตัวแทนสภาพัฒน์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 29 ก.ค.64 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายกฯ บอกว่า เป็นการหารือเพื่อเตรียมพร้อมวางมาตรการการใช้จ่ายเงิน ตามพ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท

 

ก่อนหน้านั้นเพียง 2 วัน (27 ก.ค.64) สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง เสนอ ครม.เห็นชอบการขอขยายกรอบก่อหนี้เพิ่มเติม วงเงิน 2 แสนล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแผนบริหารหนี้สาธารณะประจำปีงบประมาณปี 2564 รองรับมาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ที่ล็อกดาวน์ 13 จังหวัด เนื่องจากขณะนี้เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ใช้จ่ายตามวงเงินหมดแล้ว

 

โดยสาเหตุสำคัญที่ประเทศไทยจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่ม คือการแพร่กระจายและรุนแรงของเชื้อดควิด-19 รัฐบาลจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเตรียมงบประมาณเพิ่มเติมหรือเสริมเข้าไปกับ พ.ร.ก.กู้เงินช่วยโควิด-19 ฉบับที่  1 รองรับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่ แต่แหล่งเงินงบประมาณที่นำมาใช้แก้ปัญหาก็มีจำกัดและไม่เพียงพอจากการระบาดระลอกใหม่นี้ 


ส่องพ.ร.ก.เงินกู้โควิด5แสนล้านเยียวยาใคร

สำหรับ พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท ผ่านมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 8 มิ.ย. 2564 วันที่ 9 มิ.ย.2564 นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คลัง ชี้แจงต่อที่ประชุมสภาว่า รัฐบาลมีการวางแผนหรือโครงการใช้เงิน 3 แผนงาน คือ ค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์และสาธารณสุข การวิจัยและพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ  30,000 ล้านบาท สำหรับเยียวยา หรือชดเชยให้แก่ประชาชนในทุกสาขาอาชีพ 300,000 ล้านบาท และเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม 170,000 ล้านบาท

 

พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ.2564 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลตั้งแต่วันที่ 25 พ.ค.ที่ผ่านมา สาระสำคัญเพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคม จากการระบาดของโควิด-19 ที่ยังไม่ยุติลง ให้กระทรวงการคลัง มีอำนาจกู้เงินบาทหรือเงินตราต่างประเทศ หรือออกตราสารหนี้ ในนามรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย มีมูลค่ารวมกันไม่เกิน 500,000 ล้านบาทโดยต้องลงนามในสัญญากู้เงิน หรือออกตราสารหนี้ ภายในวันที่ 30 กันยายน 2564 นี้

 

ขณะที่ 3 แผนงานหรือโครงการทั้ง 3 แผนประกอบด้วย 1.โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-19 เป็นค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์และสาธารณสุข การวิจัยและพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ  30,000 ล้านบาท

 

2.โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา หรือชดเชยให้แก่ประชาชนในทุกสาขาอาชีพ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ช่วยผู้ประกอบอาชีพ และผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง  300,000 ล้านบาท

 

3.โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โควิด-19 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับแผนงาน/โครงการ เพื่อรักษาระดับการจ้างงาน กระตุ้นการลงทุนและการบริโภค วงเงิน 170,000 ล้านบาท

 

ปีนี้ สภาพัฒน์ฯ ประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.5-2.5% และพ.ร.ก.กู้เงินช่วยโควิด-19 อีก 500,000 ล้านบาท จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปี 64 และปี 65 ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 1.5% ต่างจากปีที่แล้วสภาพัฒน์ คาดการณ์เศรษฐกิจไทยไว้ที่ติดลบ -8% เมื่อมีมาตรการต่างๆมาช่วยเหลือภาคธุรกิจ เช่น เงินกู้ Soft Loan เศรษฐกิจไทยจะติดลบน้อยลงจาก -8% มาเป็น -6% ซึ่งในปีนี้และปีหน้าเมื่อมีเงินก้อนนี้มาในการดำเนินการต่างๆ ก็จะน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้น

 

รัฐบาลยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้รัฐบาลมีการดำเนินการอย่างระมัดระวังไม่ให้เกินกรอบเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ โดยคาดการณ์ว่าเมื่อกู้เต็มวงเงินในเดือน ก.ย.64 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ที่ 58.56% ต่อจีดีพี

 

สำหรับ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ออก พ.ร.ก.เงินกู้ ไปแล้ว 1.9 ล้านล้านบาท ในปี 2563 รัฐบาล แบ่งเป็น การเยียวยาฟื้นฟูและด้านสาธารณสุข 1 ล้านล้านบาท และ 9 แสนล้านบาทเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ เมื่อร่วม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท เท่ากับรัฐบาลกู้แล้ว 2.4 ล้านล้านบาท