ขณะที่ 3 แผนงานหรือโครงการทั้ง 3 แผนประกอบด้วย 1.โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดของโควิด-19 เป็นค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์และสาธารณสุข การวิจัยและพัฒนาวัคซีนภายในประเทศ 30,000 ล้านบาท
2.โครงการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือ เยียวยา หรือชดเชยให้แก่ประชาชนในทุกสาขาอาชีพ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิด-19 เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ช่วยผู้ประกอบอาชีพ และผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้ต่อเนื่อง 300,000 ล้านบาท
3.โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของ โควิด-19 เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับแผนงาน/โครงการ เพื่อรักษาระดับการจ้างงาน กระตุ้นการลงทุนและการบริโภค วงเงิน 170,000 ล้านบาท
ปีนี้ สภาพัฒน์ฯ ประมาณการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.5-2.5% และพ.ร.ก.กู้เงินช่วยโควิด-19 อีก 500,000 ล้านบาท จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปี 64 และปี 65 ขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 1.5% ต่างจากปีที่แล้วสภาพัฒน์ คาดการณ์เศรษฐกิจไทยไว้ที่ติดลบ -8% เมื่อมีมาตรการต่างๆมาช่วยเหลือภาคธุรกิจ เช่น เงินกู้ Soft Loan เศรษฐกิจไทยจะติดลบน้อยลงจาก -8% มาเป็น -6% ซึ่งในปีนี้และปีหน้าเมื่อมีเงินก้อนนี้มาในการดำเนินการต่างๆ ก็จะน่าจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้น
รัฐบาลยืนยันว่า การกู้เงินครั้งนี้รัฐบาลมีการดำเนินการอย่างระมัดระวังไม่ให้เกินกรอบเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ โดยคาดการณ์ว่าเมื่อกู้เต็มวงเงินในเดือน ก.ย.64 หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะอยู่ที่ 58.56% ต่อจีดีพี
สำหรับ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ออก พ.ร.ก.เงินกู้ ไปแล้ว 1.9 ล้านล้านบาท ในปี 2563 รัฐบาล แบ่งเป็น การเยียวยาฟื้นฟูและด้านสาธารณสุข 1 ล้านล้านบาท และ 9 แสนล้านบาทเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการ เมื่อร่วม พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม วงเงินไม่เกิน 500,000 ล้านบาท เท่ากับรัฐบาลกู้แล้ว 2.4 ล้านล้านบาท