นายกรัฐมนตรี เผย หารือวงเศรษฐกิจ เตรียมพร้อมวางมาตรการ เงินกู้ 5 แสนล้าน รับเห็นใจประชาชน - ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบ โว "ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์"  ผลค่อนข้างดี

วันที่ 30 กรกฎาคม 2564 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าววานนี้ (29ก.ค.) ถึงการหารือร่วมกับ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ เมื่อช่วงเช้าเป็นการหารือกับคณะทำงานด้านเศรษฐกิจ หารือถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลก และประเทศรอบบ้านในทุกมิติ ว่าจะสามารถเดินหน้าไปได้อย่างไรหรือจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างไรบ้าง โดยเฉพาะขณะนี้ มีขีดความสามารถในการส่งออกได้มากขึ้นในหลายกิจกรรม จึงจะต้องหารือว่าจะทำอย่างไรให้ตลาดในเข้มแข็งขึ้น โดยอาจมีการปรับเปลี่ยนวิธีการต่างๆทั้งในเรื่องของการนำเข้าและส่งออก 

 

นายกรัฐมนตรียอมรับว่าเป็นการประชุมเตรียมความพร้อมล่วงหน้า รวมไปถึงการแก้ไขปัญหาปัจจุบันไปพร้อมกัน

 

การหารือเมื่อช่วงเช้าวานนี้ มีทั้งสำนักงบฯ และสภาพัฒน์ รู้สึกเห็นใจประชาชนหรือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ จึงได้สอบถามว่ายังมีงบประมาณเพียงพออยู่หรือไม่ สำนักงบฯ ยืนยันว่ายังมีงบประมาณเพียงพออยู่ ซึ่งก็ได้มีการใช้งบประมาณก้อนแรกไปแล้ว จาก 1 ล้านเหลือประมาณ 2 พันกว่าล้าน ส่วนงบประมาณงวดใหม่ 5 พันกว่าล้านที่ขออนุมัติกู้มายังไม่ได้ใช้อะไรเลย จึงสั่งการให้เตรียมมาตรการให้พร้อม ทั้งมาตรการเดิมที่มีอยู่หรือมาตรการใหม่ ซึ่งอาจจะต้องมีการครอบคลุมลงไปในบางกิจการหรือบางกลุ่มเป็นพิเศษเพื่อให้ทั่วถึง

นอกจากนี้ยังมีการติดตามความคืบหน้าของมาตรการโครงการ ภูเก็ต"ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์"  sandbox ซึ่งขณะนี้มีผลค่อนข้างดี ในเรื่องของการท่องเที่ยว และพื้นที่อื่นๆ ที่มีการเปิดด้วยเช่นกัน ซึ่งสถานการณ์ก็ยังคงดีอยู่ และต้องหารือว่าจะทำอย่างไรให้สามารถขยายไปยังพื้นที่อื่นได้ แต่ประเด็นสำคัญคือต้องมีการเดินหน้าฉีดวัคซีน ในแต่ละพื้นที่ รวมไปถึงมีมาตรการรองรับในการตรวจสอบคัดกรอง ซึ่งค่อนข้างที่จะเข้มงวดในมาตรการดังกล่าว และจากการตรวจสอบผลการติดเชื้อก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่อยู่ในกำหนด โดยจะพิจารณาว่าจะทำอย่างไรให้ง่ายกว่านี้อีก เพื่อให้เป็นการอำนวยความสะดวก แต่อย่างไรก็ตามต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งคนไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามา

 

มีการหารือถึงความต้องการวัคซีน ทั้งในส่วนภาคธุรกิจนักธุรกิจเจ้าของโรงงาน หรือแม้กระทั่งแรงงานต่างๆ ซึ่งขณะนี้ได้มีการอนุมัติโครงการไปแล้วอย่างโครงการ ม.33 เรารักกัน รวมไปถึง มาตรา 39 และมาตรา 40 ซึ่งผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ก็สามารถขึ้นทะเบียนได้ โดยขณะนี้ยังเหลือเวลาอีก 3 วัน โดยหลายคนก็ยังไม่เข้าใจ สิ่งที่ตนนั้นเป็นห่วง คือจะทำอย่างไรไม่ให้ภาคการผลิตเสียหาย หลายโรงงานเองก็จำเป็นต้องปิดเนื่องจากมีการแพร่ระบาด หลายโรงงานก็ร่วมมือการจัดคล้ายๆ กับโรงพยาบาลสนามภายในโรงงาน ส่วนโรงงานที่ไม่สามารถจัดตั้งเป็นโรงพยาบาลสนามได้ก็ต้องไปดูว่าจะสามารถทำอย่างไรได้บ้าง เพื่อจะนำเข้าสู่ระบบการรักษาต่อไป