กยศ.ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ช่วงโควิด-19 เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 64 ช่วยเหลือเพียงกลุ่มที่ไม่ถูกบังคับคดี ผ่อนชำระหนี้โดยให้ทำการปรับโครงสร้างโดยมีเงื่อนไขกาขยายระยะเวลาผ่อนสูงสุด 30 ปี และการชำระหนี้งวดสุดท้ายผู้กู้ต้องอายุไม่เกิน 65 ปี ส่วนผู้ที่อยู่ในชั้นบังคับคดีไม่ได้รับการช่วยเหลือใด ๆ จำนวน 1.2 ล้านราน คิดเป็น 54% ของผู้กู้ยืมทั้งหมด กยศ. อ้างว่า "ลูกหนี้ต้องผูกพันธ์ตามคำพิพากษา" เห็นว่า“การบังคับหนี้นั้นเป็นสิทธิ์ของเจ้าหนี้ หากเจ้าหนี้ยินยอมผ่อนปรนก็สามารถกระทำได้”
ดังเช่น กรณีที่มีการลดหย่อนไกล่เกลี่ยในชั้นบังคับคดี เป็นต้น คำกล่าวที่ว่า “การศึกษา สร้างคน คนสร้างชาติ” แต่ พรบ. กยศ. พ.ศ. 2560 ที่แก้ไขยกเลิก พรบ. กยศ. พ.ศ.2541 พบว่า เปลี่ยนแปลงหลักคิดและปรัชญาเดิม “มุ่งเชิงพาณิชย์และธุรกิจมากขึ้น” อาทิ การเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจากร้อยละ 1 เป็น ร้อยละ 7.5 ได้ให้ อำนาจนายจ้างดำเนินการหักเงินเดือนจากลูกจ้างที่เป็นหนี้ กยศ.ได้เมื่อกองทุนได้แจ้งไป ให้อำนาจ กยศ. เข้าถึงและเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของลูกหนี้ได้ และกองทุน กยศ. มี “บุริมสิทธิ” คือ หลังจากหักไปจ่ายกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันสังคม แล้วต้องจ่ายหนี้ กยศ. ก่อน เจ้าหนี้รายอื่น เป็นต้น
จากวิกฤติการผลกระทบจากโควิด 19 ที่เริ่มปลายปี 2562 และต้นปี 2563 ส่งผลต่อเนื่องติดต่อมาถึงปัจจุบันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ไม่มีท่าทีจะคืนสู่ปกติ ทำให้นักเรียน นักศึกษาที่กู้ยืมเงิน กยศ. ที่จบใหม่จะหางานทำไม่ได้ จะได้รับความเดือดร้อนมากยิ่งขึ้น จึงมีข้อเสนอแนะ ควรหยุดการฟ้องคดี-การบังคับคดี พักการชำระหนี้ งดเว้นดอกเบี้ย และ ยกเลิกเบี้ยปรับ รวมทั้งปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้ทุกกลุ่มที่มีกระบวนการ หลักเกณฑ์ วิธีการและขั้นตอนอย่างเหมาะสม รวมทั้งเร่งรัดแก้ไขเพิ่มเติม พรบ.กยศ. พ.ศ.2561 ใหม่
พรรคการประชาชาติ ร่าง พ.ร.บ.กองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่....) ตามร่างที่แนบมา) คือ การกู้ยืมเงินปลอดดอกเบี้ยหรือไม่มีดอกเบี้ย ชำระคืนเฉพาะเงินต้น ไม่มีเบี้ยปรับ ผู้ไม่มีเงินชำระสามารถทำงานให้รัฐแทนการชำระเงินกู้ยืมที่ปลอดดอกเบี้ย ผู้กู้ยืมที่สำเร็จการศึกษาคณะหรือสาขาที่รัฐ(กระทรวงศึกษา)กำหนดให้แปลงหนี้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาส่วนที่ค้างชำระทั้งหมดเป็นเงินทุนเพื่อการศึกษาแทนและไม่มีหน้าที่ต้องชำระเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในส่วนที่ค้างชำระดังกล่าวคืน