"ชัยวัฒน์" แจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ และให้ดำเนินคดีอาญา​กับ นางสาววรภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความปู่คออี้ ฐานความผิดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จกรณีเผาบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย ซึ่งทำให้เสียหาย แกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น​

วันที่ 27 กรกฎาคม 2564 นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เข้าพบพนักงานสอบสวนสภอ.แก่งกระจาน เพื่อแจ้งความร้องทุกข์/กล่าวโทษ และให้ดำเนินคดีอาญา​กับ นางสาววรภรณ์ อุทัยรังษี ในข้อหาฐานความผิดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย , แจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย , รู้ว่ามิได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น แจ้งข้อความแก่พนักงานสอบสวนหรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาว่าได้มีการกระทำความผิด , แจ้งข้อความตามมาตรา 172 หรือมาตรา 173 เป็นการเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษหรือรับโทษหนักขึ้น และกระทำความผิดตามมาตรา 174 ในกรณีแห่งข้อหาว่าผู้ใดกระทำความผิดที่มีระวางโทษถึงประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 , 172 , 173 , 174 วรรค 2 และ 181 และตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งหมด​​​​​​

 

"ชัยวัฒน์"ขึ้นโรงพักเอาผิดทนายปู่คออี้ฐานแจ้งความเท็จ

สำหรับพฤติการณ์คดี คือ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2558  นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ และนางสาววรภรณ์ อุทัยรังษี ผู้รับมอบอำนาจจากนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ ได้ร่วมกันแจ้งความร้องทุกข์ต่อพันตำรวจโทกลยุทธ วงษ์เพ็ชร  พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน ให้ดำเนินคดีอาญากับข้าฯ อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกับพวก ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยการวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น และโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 157 , 217 และ 218 

โดยกล่าวหาว่าเมื่อวันที่ 5-9 พฤษภาคม 2554 เวลากลางวัน วันที่เท่าใดไม่แน่ชัดในขณะที่ข้าฯดำรงตำแหน่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ร่วมกันกับผู้ใต้บังคับบัญชาจุดไฟเผาโรงเรือนที่อยู่อาศัย ยุ้งฉาง และทรัพย์สินของชาวกะเหรี่ยง ที่อยู่ในตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแกงกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ได้รับความเสียหาย รายละเอียดปรากฏตามภาพข่าวหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ออนไลน์ ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2558 ​​​อันเป็นความเท็จทั้งสิ้น

ซึ่งความจริง ในวันที่ 5-9 พฤษภาคม 2554 ข้าฯกับพวกได้ปฏิบัติการตามยุทธการตะนาวศรี ครั้งที่ 4 ตามแผนการผลักดันชนกลุ่มน้อยไม่ให้มีการบุกรุกป่าของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน บริเวณพื้นที่ใจแผ่นดิน และบางกลอยบน ใกล้ชายแดนพม่า รวมทั้งหมด 7 จุด ตามพิกัด UTM ดังนี้ ​​​​​
จุดที่ 1 แปลงที่ 1 พิกัดที่ 518665E 1454203N ​​​
​​​​​​จุดที่ 2 แปลงที่ 2 พิกัดที่ 520535E 1449903N 
​จุดที่ 3 แปลงที่ 3 พิกัดที่  515165E 1445703N  ​​
​​​​​​จุดที่ 4 แปลงที่ 4 พิกัดที่  514865E 1442903N  ​​
​​​​​​จุดที่ 5 แปลงที่ 5 พิกัดที่  518365E 1442203N  ​​​
​​​​​จุดที่ 6 แปลงที่ 6 พิกัดที่  521065E 1441503N  ​
​​​​​​​จุดที่ 7 แปลงที่ 7 พิกัดที่  524165E 1441603N  ​​​​​​​​

ทั้ง 7 แปลงมีสภาพพื้นที่เป็นภูเขา เป็นป่าลึกไม่สามารถนำยานพาหนะใดๆ เข้าไป ในบริเวณดังกล่าวได้นอกจากเฮลิคอปเตอร์ เป็นพื้นที่เข้าถึงได้ยากและอันตราย อีกทั้งมีกองกำลังติดอาวุธไม่ทราบฝ่ายอาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวด้วย ซึ่งข้าฯได้เข้าไปเจรจาไว้ก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 25-28 เมษายน 2553 จากนั้นในวันที่ 5-9 พฤษภาคม 2554 ข้าฯและคณะเจ้าหน้าที่ได้เดินทางไปยังพิกัดดังกล่าว ซึ่งถ้านับวันเวลาจากการที่ข้าฯเจรจากับกลุ่มผู้บุกรุกเปิดป่าครั้งก่อน จนถึงการปฏิบัติการครั้งนี้เป็นระยะเวลานานถึง 12 เดือน 10 วัน 

และเมื่อเข้าไปปฏิบัติภารกิจฯ พบว่าพิกัดเป้าหมายทั้ง 7 จุดนั้นเป็นเพิงพักร้างไม่มีคนอยู่อาศัยแล้ว ข้าฯจึงได้ทำลายรื้อถอนและเผาเพิงพัก 6 จุด จำนวน 7 เพิงพัก  ส่วนอีก 1 จุด มี 1 เพิงพักนั้น พบว่าได้มีการรื้อถอนทำลายไปก่อนแล้ว 

ระหว่างที่ข้าฯปฏิบัติการตามยุทธการตะนาวศรีครั้งที่ 4 ในวันที่ 5-9 พฤษภาคม 2554 นั้น ข้าฯมาทราบภายหลังว่า ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2554 เจ้าหน้าที่ทหารทัพพระยาเสือ กองพลทหารราบที่ 9 กองกำลังสุรสีห์ จังหวัดกาญจนบุรี ได้ประสานขอกำลังเจ้าหน้าที่อุทยานฯ กับนายสุริยนต์ (พนัชกร) โพธิบัณฑิต ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในขณะนั้น  เนื่องจากสืบทราบว่ามีกลุ่มคนซึ่งมีที่อยู่และเพิงพักอยู่บริเวณห้วยสามแพร่ง มีอาวุธปืนเถื่อนไว้ในครอบครองพร้อมเครื่องกระสุนปืนที่ใช้ในการล่าสัตว์และนำคนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาพักอาศัยอยู่บ่อยครั้ง จำเป็นต้องจับกุมและปราบปรามเพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ โดยขอใช้เฮลิคอปเตอร์ไปพร้อมกับภารกิจยุทธการตะนาวศรีของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ครั้งนี้ด้วยโดยขอให้เฮลิคอปเตอร์ไปส่งบริเวณพื้นที่บางกลอยบนพิกัดแปลงที่ 7 

จากนั้นจึงใช้วิธีการเดินเท้า 1 วัน 1 คืน เดินทางไปยังพิกัดตามเป้าหมาย และในที่สุดก็สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้หนึ่งคน คือนายหน่อแอะ มีมิ ซึ่ง อาศัยอยู่กับนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ ​​​จากนั้นในวันที่ 6 พฤษภาคม 2554 เจ้าหน้าที่ทหารได้วิทยุกลับมาที่กองอำนวยการฯ ถึงนายสุริยนต์ (พนัชกร) และได้แจ้งว่าจับผู้ต้องหาได้ 1 ราย (นายหน่อแอะ มีมิ) พร้อมกับอาวุธปืน 8 กระบอกและเครื่องกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่ห้วยสามแพร่งตามพิกัด UTM 47P 0526485 E143985N บริเวณห้วยสามแพร่ง

นอกจากนี้ ยังมีข้อเท็จจริงที่ปรากฏในภายหลังจากการสัมภาษณ์ของสื่อมวลชน ที่ชื่อ เพจอีจัน สัมภาษณ์นายหมี ต้นน้ำเพชร ผู้ฟ้องคดีที่ 3 ในศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ ส 58/2555 และนายบุญยอด พุกาด (เจ พุกาด) ลูกของนายกื๊อ พุกาด ผู้ฟ้องคดีที่ 5 ในศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ ส 58/2555 และนายแจ พุกาด ผู้ฟ้องคดีที่ 2 ในศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขดำที่ ส 58/2555โดยมีนางพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือมึนอ รักจงเจริญ ภรรยานายบิลลี่ รักจงเจริญ เป็นล่ามถาม 

 

ข้อเท็จจริงจากการตอบคำถามว่า บ้านหรือเพิงพักที่บอกว่าถูกเผานั้น ถูกเผาเมื่อไร บุคคลทั้ง 3 ตอบเหมือนกันว่า เพิงพักที่อยู่ที่บางกลอยบน ถูกเจ้าหน้าที่เผา ทำลาย หลังจากได้เกี่ยวข้าวแล้วในเดือนตุลาคม 2554 ผ่านไปหนึ่งเดือน คือ เดือนพฤศจิกายน หรือเดือนธันวาคม 2554 ซึ่งขัดแย้งกับบันทึกการสอบข้อเท็จจริงของผู้ฟ้องที่ 3 นายหมี ต้นน้ำเพชร ฉบับลงวันที่ 4 ธันวาคม 2554 ที่สภาทนายความจัดทำขึ้น โดยคณะทำงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้บันทึกไว้ว่า เดือนพฤษภาคม 2554 เพิงพักของผู้ฟ้องคดีทั้ง 3 คนถูกเผาทำลาย ย่อมรับฟังได้ว่า เพิงพักของผู้ฟ้องคดีที่ 2 และที่ 3 และ ที่ 5 มิได้ถูกเผาในวันที่ 5-9 พฤษภาคม 2554 ตามที่นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ และนางสาววรภรณ์ อุทัยรังษี ผู้รับมอบอำนาจจากนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ ได้ร่วมกันแจ้งความร้องทุกข์ไว้ในวันที่ 19 ตุลาคม 2558 

"ชัยวัฒน์"ขึ้นโรงพักเอาผิดทนายปู่คออี้ฐานแจ้งความเท็จ

จากการแจ้งความร้องทุกข์ดังกล่าวจึงเป็นการแจ้งความเท็จทั้งสิ้น​​​การกระทำดังกล่าวของนายโคอิ หรือคออี้ มีมิ และนางสาววรภรณ์ อุทัยรังษี ผู้รับมอบอำนาจจากนายโคอิ หรือคออี้  มีมิ ที่ได้ร่วมกันแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาว่าข้าฯกระทำความผิดอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดโดยการวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น และโรงเรือนที่คนอยู่อาศัย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 , 157 , 217 และ 218 ต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน โดยรู้อยู่ว่าไม่มีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น แต่แกล้งแจ้งความให้ข้าฯได้รับโทษหรือรับโทษหนักขึ้นอันเป็นเท็จทั้งสิ้น ทำให้ข้าฯได้รับความเสียหาย กล่าวคือทำให้ข้าฯถูกดำเนินคดี , ถูกตั้งกรรมการสอบสวนความผิดวินัย และทำให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีคำสั่งให้ข้าฯต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน และปลดข้าฯออกจากราชการ

 

ข่าว/ภาพ เนชั่นออนไลน์