โดยบริษัท ฟู้ดแพนด้าฯ มีการทำสัญญากับ รพ.สิชล ในการส่งอาหารให้ผู้ป่วยที่อยู่ในความดูแลของ รพ. เมื่อวันศุกร์ที่ 23 ก.ค. และได้เริ่มจัดส่งอาหารได้ในวันเดียวกัน ดังนั้นขอยืนยันว่าไม่ได้มีการผูกขาดแต่อย่างใด แต่ละ รพ./คลินิก สามารถเลือกบริษัทได้โดยอิสระ หรือแม้แต่จะประกอบอาหารส่งผู้ป่วยเองก็สามารถทำได้
ส่วนกรณีที่ผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในระบบการดูแลที่บ้านหรือที่ชุมชนไม่ได้รับจัดส่งอาหาร 3 มื้อนั้น ทพ.อรรถพร ชี้แจงว่า ตามระบบจะให้ผู้ป่วยดาวน์โหลดแอปพลิเคชันฟู้ดแพนด้า และให้เลือกอาหารวันละ 1 ครั้ง จำนวน 3 มื้อไม่เกิน 300 บาท ก่อนกดสั่งจะต้องใส่รหัส e-Voucher Code เพื่อยืนยันว่าเป็นคนไข้ในโครงการการดูแลที่บ้านหรือที่ชุมชน ซึ่งรหัสนี้เป็นรูปแบบ 1 คนต่อ 1 รหัส
แต่เนื่องจากทาง รพ.สิชล รับดูผู้ป่วยในระบบการดูแลที่บ้านหรือที่ชุมชนถึงจำนวน 6,055 ราย และต้องการให้ผู้ป่วยสามารถสั่งอาหารได้เลยในเย็นวันที่ 24 ก.ค. เลย ทำให้ไม่สามารถส่งรหัสสั่งอาหารแบบ 1 คนต่อ 1 รหัสให้กับผู้ป่วยได้ทัน จึงใช้รหัสกลางคือ HMIS ในการยืนยันสั่งอาหาร โดยส่งทาง SMS ให้กับผู้ป่วย กำหนดเพดานสั่งไม่เกิน 7,000 รายการต่อวัน
“สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มีการนำรหัส HMIS สำหรับให้ผู้ป่วยโควิด-19 ในระบบการดูแลที่บ้านหรือที่ชุมชนของ รพ.สิชล ไปบอกต่อกัน บางคนยังนำไปโพสต์เฟสบุ๊ก เพื่อบอกต่อ ทำให้คนที่ไม่ใช่ผู้ป่วยนำรหัสนี้ไปสั่งอาหาร ทำให้ผู้ป่วยโควิด-19 จำนวนมากไม่สามารถสั่งอาหารได้และไม่ได้รับอาหาร เพราะมีการใช้สิทธิเต็มเพดาน แต่ผู้ที่สั่งอาหารจากรหัสนี้กลับเป็นคนทั่วไปที่ไม่ได้เป็นผู้ป่วยโควิด-19 ในระบบ จนเกิดกระแสอย่างที่ปรากฎ” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว
ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้วันนี้ สปสช. ได้ระดมเจ้าหน้าที่มาดำเนินการส่งรหัสสั่งอาหารแบบ 1 คนต่อ 1 รหัสแล้ว โดยเร่งดำเนินการในส่วนผู้ป่วยที่เมื่อวานไม่ได้รับอาหารก่อน ซึ่งมีจำนวนเกือบ 1,600 คน ทั้งนี้ สปสช. ต้องขอโทษประชาชน โดยเฉพาะผู้ป่วยในระบบการดูแลที่บ้านหรือที่ชุมชนของ รพ.สิชลที่ไม่ได้รับอาหารเมื่อวานนี้ โดยหวังว่าประชาชนและสังคมจะเข้าใจ ซึ่งวิกฤตสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น สปสช. ได้พยายามตั้งใจทำหน้าที่ดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด