สสจ.แพร่ยันผู้ติดโควิดแท้งลูก-ทารกไม่นับเป็นผู้ป่วยตายเพิ่ม
11 ก.ค. 2564 | supee

แพร่ - สสจ.แพร่ แจงทารกคลอดก่อนกำหนดเสียชีวิต ในโครงการคนแพร่ไม่ทิ้งกัน ไม่นับเป็นผู้ป่วยเสียชีวิตจากโควิด-19 ส่วนแม่ป่วยตั้งครรภ์อีกรายใกล้กำหนดคลอดแล้ว
ข่าว
11 ก.ค. 2564 | supee

แพร่ - สสจ.แพร่ แจงทารกคลอดก่อนกำหนดเสียชีวิต ในโครงการคนแพร่ไม่ทิ้งกัน ไม่นับเป็นผู้ป่วยเสียชีวิตจากโควิด-19 ส่วนแม่ป่วยตั้งครรภ์อีกรายใกล้กำหนดคลอดแล้ว
โดย สุภัทร แสงดอก
นพ.ขจร วินัยพานิช นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแพร่ เปิดเผยกรณีที่ผู้ป่วยโควิด-19 เป็นหญิงตั้งครรภ์ อายุ 28 ปี ในโครงการคนแพร่ไม่ทิ้งกัน ที่เดินทางมาจาก จ.ปทุมธานี เข้ามารักษาที่ จ.แพร่ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2564 ต่อมาเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 ได้มีอาการหัวใจเต้นผิดปกติ แพทย์จึงได้ทำการผ่าทำคลอดปรากฎว่าทารกเสียชีวิต ผู้ป่วยรายนี้ถือได้ว่าเป็นการแท้งบุตร เพราะว่าเมื่อผ่าทารกออกมาจากท้องแม่ทารกก็ไม่หายใจแล้วและผู้ป่วยรายนี้มีอายุครรภ์เพียง 28 สัปดาห์เท่านั้น ปกติดอายุครรภ์จะต้องอยู่ระหว่าง 37-41 สัปดาห์ อายุครรภ์แม่รายนี้น้อยเกินไป ทารกที่เสียชีวิตจึงไม่นับเป็นยอดผู้ป่วยโควิด-19 ที่เสียชีวิตของ จ.แพร่
ส่วนแม่ตั้งครรภ์อีกรายที่เข้ามารักษาที่ จ.แพร่ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2564 ก่อนมีโครงการคนแพร่ไม่ทิ้งกัน ได้เดินทางมาจาก จ.สมุทรสาคร มีการสอบสวนโรคเสร็จแล้ว มีการดูแลอย่างดีใกล้กำหนดการคลอดแล้ว โดยทางแพทย์มีวิธีการดูแลผู้ป่วยรายนี้หลายวิธีและไม่ได้รับรายงานความคืบหน้าล่าสุดเนื่องจากต้องติดตามผู้ป่วยจำนวนมาก
นพ.ขจร กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน จ.แพร่ มียอดผู้สะสม จำนวน 181 ราย เป็นผู้ป่วยใน จ.แพร่ 134 ราย ผู้ป่วยตามโครงการคนแพร่ไม่ทิ้งกัน 47 ราย รักษาหายแล้ว 99 ราย เสียชีวิต 2 รายและเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกผู้ป่วยในโครงการคนแพร่ไม่ทิ้งกัน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่ จึงได้เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ เป็นหมายเลข 099-7023582 ติดต่อในเวลา 09.00-17.00น.เท่านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรณีการเสียชีวิตของทารกในครรภ์ ของแม่ที่ตั้งครรภ์รายนี้ ที่มีอายุครรภ์เพียง 28 สัปดาห์การแท้งที่บุตรสามารถเกิดขึ้นได้ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ไปจนถึง 28 สัปดาห์ แต่การแท้งส่วนใหญ่มักเกิดในช่วงอายุครรภ์ 4-20 สัปดาห์ ดังนั้นเด็กที่ยังไม่ได้คลอดจึงไม่มีสภาพบุคคล การคลอดนั้นต้องเป็นการคลอดที่สำเร็จเรียบร้อยบริบูรณ์แล้ว เมื่อคลอดแล้วจะต้องอยู่รอดเป็นทารก โดยร่างกายต้องแยกต่างหากออกจากมารดา และมีการหายใจของทารก แม้จะเพียงเล็กน้อยก็ตามถือว่ามีสภาพบุคคล ดังนั้นทารกที่ตายก่อนคลอด หรือแม้ขณะคลอด เมื่อไม่มีสภาพบุคคลแล้วก็ไม่มีสิทธิและหน้าที่
ตามกฎหมายได้ยอมรับสิทธิของทารกซึ่งอยู่ในครรภ์มารดา ยังมิได้คลอด โดยมาตรา 15 วรรค 2 ได้บัญญัติไว้ว่า “ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่าง ๆ ได้ หากว่าภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก” เช่น บิดาของทารกได้ตายลงในระหว่างที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา ทารกย่อมมีสิทธิได้รับมรดกของบิดา ถ้าหากว่าภายหลังได้เกิดมาและมีชีวิตรอดอยู่เป็นทารก สิทธิในการรับมรดกนี้ ย่อมย้อนหลังไปถึงเวลาที่ทารกยังอยู่ในครรภ์มารดา แต่มีเงื่อนไขว่าทารกที่เกิดมานั้นจะต้องมีชีวิตรอดอยู่