นางสุภารัตน์ บอกอีกว่า เมื่อโรงงานน้ำตาลปิด ทางร้านเราก็คงได้รับผลกระทบอย่างมาก มาวันนี้เราก็ลดของที่จะเอามาขายลงไปมาก ไหนจะเจอเรื่องโควิด แล้วต้องมาเจอเรื่องปิดโรงงาน ทำให้เราค้าขายแย่ลง เพราะปกติทุกวันคนในโรงงานเขามาซื้อของที่ร้านเราเยอะอยู่ คนงานมาซื้อของแถวนี้แทบทุกร้าน ทั้งร้านข้าวมันไก่ที่ใส่กล่องไปกิน ซึ่งเขาก็จะมาซื้อไปกินสลับร้านกันไป เมื่โรงงานปิดต่อไปนี้เราก็ต้องลดของที่จะมาขายในร้านลง ร้านอาหารก็เยอะ ต่อไปไม่มีคนมาซื้อ คนแถวนี้เขาก็หากับข้าวกินกันเอง
"ที่จริงแล้วกับข้าวที่ขายตอนเช้าจะไม่เหลือเลย คนงานในโรงงานจะมาซื้อไปหมด แต่ตอนนี้เหลือตั้งหลายอย่าง เดิมทุกวันจะไม่มีกับข้าวค้างแบบนี้ แต่วันนี้เหลือ หลังจากนี้ยังไม่รู้ว่าจะปรับตัวอย่างไร เพราะคงปรับไม่ทัน" แม่ค้าส้มตำไก่ย่าง กล่าว
ด้าน น.ส.ศิริรัตน์ สุทธยาคม อายุ 30 ปี พนักงานของโรงน้ำตาลกุมภวาปี เปิดเผยว่า ตนทำงานที่โรงงานนี้มา 4 ปี 6 เดือน พอรู้ว่าโรงงานจะปิด มีความรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจเลย เพราะว่าไม่มีการได้ตั้งตัวมาก่อน พอรู้ข่าวจริง ๆ ก็ช๊อคร้องไห้ทุกคืน แล้วก็เครียดกินข้าวไม่ลงเลย เพราะเป็นความรู้สึกผูกพัน และเป็นสถานที่ที่ให้เราได้มีงานทำ มีประสบการณ์การทำงานที่ดี แล้วก็มีสังคม มีเพื่อนร่วมงานที่ดี ใช้คำว่าเป็นครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งได้เลย ถึงเราทำงานที่นี่ไม่นาน เหมือนรุ่นพ่อรุ่นลุง แต่ว่าสำหรับตนแล้ว 4 ปี 6 เดือนถือว่ามากที่สุด และก็มีความสุขที่สุดแล้ว
"เมื่อโรงงานปิดแล้ว เรื่องของค่าชดเชยที่ได้ ถ้าเปรียบเทียบไปแล้ว อ่านรายละเอียดต่าง ๆ ที่ทางผู้บริหารเขาให้เข้าร่วมโครงการแล้ว เขาให้พวกเรามากกว่าที่กฎหมายกำหนด และเขาคงบอกว่ามีอีกหลาย ๆ คนที่ลำบาก จริง ๆ แล้วคงต้องการให้เพื่อได้ไปตั้งตัว ส่วนเรื่องที่ไปมองหางานใหม่ตอนนี้คงยังไม่หา เพราะขอพักก่อน ขอตั้งหลักก่อน เพราะตอนนี้ยังอยู่ในช่วงความรู้สึกที่ยังอยู่ในความทรงจำ ที่เรายังรักและคิดถึงโรงงาน"
น.ส.ศิริรัตน์ บอกอีกว่า แต่ว่าในอนาคตเป็นสิ่งที่เราต้องเดินต่อไป ถ้าเรายังมีลมหายใจ เราก็ต้องสู้ต่อ และก็เราอายุยังน้อยอยู่ เราก็ยังสามารถมองหางานอื่นได้ เพราะว่าเราก็ยังมีความสามารถอยู่ ตอนนี้เราก็ให้เวลาตัวเองเพื่อทำใจ หลังจากที่เราทำใจเสร็จแล้ว เข้มแข็งแล้ว เราก็ต้องลุกขึ้นสู้ไป และหางานใหม่ทำ