การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ โดยหาแหล่งผลิตสินค้าในประเทศไทยที่สามารถผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการ โดยยึดมั่นในคุณภาพของสินค้าเป็นหลัก การคัดเลือกวัสดุเกรดคุณภาพ "ขนห่านเทียม หรือ เส้นใยไมโครเจล 100%" ที่สามารถป้องกันไร้ฝุ่น และได้รับใบการันตีจากหน่วยงานที่มีความน่าเชื่อถือ จนได้ร่วมงานกับ Supplier รายใหญ่ในประเทศ ที่มีวิสัยทัศที่ดีร่วมกัน พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ทำให้สถานการณ์ช่วงนั้นถือได้ว่าเป็นยุคทองของแบรนด์เลยก็ว่าได้ และได้ปรับรูปแบบภาพลักษณ์ขอแบรนด์ Pisanus Thialandใหม่ทั้งหมด โดยมีพรีเซนเตอร์อย่างเป็นทางการคือ "พิศมัย วิไลศักดิ์" (ที่เป็นภาพจำของลูกค้า) การทำการตลาด แบนเนอร์ ฯ ที่สื่อถึงคุณสมบัติ และประโยชน์ของท็อปเปอร์ จนได้รับกระแสค่อนข้างดีจากลูกค้าที่มีอาการปวดหลังจากที่นอน หรืออยากนอนสบายมากขึ้น ทำให้ Pisanus Thailand ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า และมีการบอกต่อกันอย่างแพร่หลาย โดยมีหัวใจหลักของการขายอยู่ที่ "งานบริการ"ที่เป็นเลิศ การใส่ใจลูกค้าเพื่อความพึงพอใจสูงสุด ทำให้บริษัทโตแบบก้าวกระโดด จากยอดขายหลักล้านต้น ๆ ต่อเดือนขึ้นมาเหยียบ 10 ล้านได้ครั้งแรก
เมื่อธุรกิจเริ่มดำเนินการไปในทิศทางที่ดีขี้น พร้อมกับสินค้า ท็อปเปอร์" ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายเป็นวงกว้าง เกิดคู่แข่งรายย่อย-รายใหญ่ขึ้นมาหลากหลายแบรนด์ ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของการตัดราคา และเกิดข้อเปรียบเทียบขึ้น ซึ่ง Pisanus Thailand ยังคงยึดมั่นในคุณภาพสินค้าของแบรนด์เป็นที่หนึ่ง และสร้างข้อแตกต่างไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเนื้อผ้า คุณภาพของเส้นใย การอัพเกรดความหนาของท็อปเปอร์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า และยังเปิดสาขาสำหรับทดลองสินค้าทั้งสิ้นจำนวน 2 สาขาในจังหวัดเชียงใหม่ (สาขานิมมานเหมินทร์ และ สาขา CBP) จนได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า แม้ว่าสินค้าของแบรนด์จะมีราคาสูงกว่าแบรนด์อื่นๆก็ตาม อีกทั้งยังมีการใช้เทคนิคการตลาดยุค 5.0 ที่ควบคุมทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ อาทิ Shopee , Lazada และการทำการตลาดแบบ B2C และ C2C ที่เน้นการบริการกับลูกค้าโดยตรง ด้วยเหตุนี้เองทำให้จึงทำให้ Pisanus Thailand ยังคงยืนหนึ่งในวงการท็อปเปอร์เสมอมา และยังเพิ่มการแตกไลน์การผลิตสินค้าเครื่องนอนประเภทอื่นๆ อีกด้วย