"หมอทศพร" อดีต ส.ส.ยื่นหนังสือสถานทูตอเมริกา เขียนข้อความอ้อน "โจ ไบเดน" ปธน.สหรัฐ ช่วยอุดหนุนวัคซีนให้ประเทศไทย พร้อมซัดแหลกรัฐบาลทหาร ทำงานไร้ประสิทธิภาพ

นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคไทยรักษาชาติ พร้อมกลุ่มแพทย์เพื่อมวลชน ยื่นหนังสือถึงหน้าสถานทูตสหรัฐอเมริกา เรื่องขอความอนุเคราะห์นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐเอมริกา

"หมอทศพร" เสียงหวานอ้อน "ไบเดน" ช่วยวัคซีนไทยแก้โควิด


เนื้อหาในหนังสือ ระบุว่า กราบเรียน พณฯ โจเซฟ อาร์ ไบเดน จูเนียร์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ในนามของประชาชนชาวไทย ข้าพเจ้าขอแสดงความชื่นชมและยินดีอย่างยิ่ง.ต่อประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ประสบความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ที่มีท่านเป็นผู้นำ โดยรัฐบาลฯ สามารถจัดการฉีดวัคซีนให้ประชาชนชาวสหรัฐฯ จำนวน 222 ล้านโดส ภายใน 100 วัน นับตั้งแต่ท่านได้เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี ส่งผลให้ร้อยละ 60 ของจำนวนประชากรผู้ใหญ่ ได้รับการฉีดวัคซีน และจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในทุกรัฐลดลงเป็นครั้งแรก แสดงให้เห็นถึงความเป็นประเทศมหาอำนาจ ที่ให้ความสำคัญกับชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก และความมีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการด้านสาธารณสุข
ปัจจุบันประเทศไทยถูกปกครอง โดยรัฐบาลที่สืบทอดอำนาจมาจากคณะรัฐประหาร ที่ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลประชาธิปไตยเมื่อ 7 ปีก่อน ซึ่งเป็นรัฐบาลที่ขาดประสิทธิภาพในการบริหาร เนื่องจากไม่ใช่รัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยโดยแท้จริง ทำให้ประชาชนชาวไทยได้รับความเดือดร้อนเป็นเท่าทวีคูณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้สภาวะการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปัจจุบัน ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวของการบริหารงานของรัฐบาลชุดดังกล่าว

ปัจจุบัน มีประชาชนเพียงร้อยละ 2 จากจำนวนประชากรทั้งหมด 70 ล้านคน ที่สามารถเข้าถึงวัคชีนจากแผนการจัดการด้านสาธารณสุขของไทยภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของวัคซีน วัคซีนชนิดหนึ่ง ที่ตั้งโรงงานผลิตในประเทศไทย ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะส่งมอบได้เมื่อไรจำนวนเท่าไร

ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์มายาวนานกว่า 200 ปี และประเทศไทยพร้อมยืนหยัดอย่างมั่นคงร่วมกับสหรัฐในฐานะมิตร ข้าพเจ้ามั่นใจว่า ภายใต้การนำของท่าน และความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา ในการพิจารณามอบวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 แก่ประชาชนชาวไทย จะเสริมสร้างและกระชับความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น