นางอาภา กล่าวอีกว่า หลังจากที่ตนพยายามติดตามทวงถามเงินค่าตอบแทน รวมทั้งเงินที่ให้ยืมกับสองสามีภรรยาเรื่อยมา แต่ถูกบ่ายเบี่ยงมาตลอด ล่าสุดประมาณเดือนเมษายน 2564 ที่ผ่านมา ยังอ้างว่ายังไม่สามารถถอนอายัดและไม่อาจเดินทางมาพูดคุยกันได้ เนื่องจากอยู่ต่างจังหวัดและติดสถานการณ์โควิด-19 จึงรู้ตัวว่าถูกหลอกและคงจะไม่ได้เงินคืนแน่นอน ซึ่งปัจจุบันนี้ตนมีสภาพเหมือนสิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มีทรัพย์สินเงินทองอะไรอีกแล้ว จึงได้ตัดสินใจมาแจ้งความร้องทุกข์ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีกับสองสามีภรรยาคู่นี้ให้ถึงที่สุด ซึ่งเดิมทีก็ไม่อยากได้และไม่อยากเชื่อว่าสองคนนั้นจะมีเงินมากถึง 1 หมื่นล้านบาท และจะให้ตนตอบแทน 5 พันล้านบาท แต่เมื่อได้หลงเชื่อไปตั้งแต่ต้น และถลำลึกไปแล้วก็อยากได้เพียงแค่เงินของตนเองคืน พยามทวงถาม แต่ก็ถูกหลอกเรื่อยมาจนเสียเงินไปจำนวนมากครั้งนี้
ด้านนายเอส (นามสมมุติ) อายุ 65 ปี ชาว จ.มหาสารคาม กล่าวว่า วันนี้เดินทางมาเป็นพยานให้กับนางอาภา เนื่องจากรู้สึกเห็นใจและสงสารที่ต้องสูญเงินไปจำนวนมาก ทั้งนี้สำหรับสองสามีภรรยาที่หลอกยืมเงินคนอื่นได้รับความเสียหายนั้น ฝ่ายชายเป็นน้องภรรยาของตน ส่วนฝ่ายหญิงเป็นคนต่างจังหวัด และมีศักดิ์เป็นน้องสะใภ้ของภรรยา โดยสองสามีภรรยาคู่นี้ได้อาศัยอยู่ที่บ้านของตน ก่อนที่จะเริ่มสร้างปัญหาให้กับตนและครอบครัว โดยอ้างว่ารู้จักกับคนโน้นคนนี้ที่มีธุรกิจการค้า และมีเงินอยู่ในบัญชีธนาคารจำนวนมาก แต่มีความจำเป็นต้องใช้เงิน เพื่อไปวิ่งเต้นถอนอายัดทองคำและเงินในธนาคาร จึงรบเร้าให้ตนและภรรยา ช่วยหาเงินให้ ซึ่งจะได้ค่าตอบแทนด้วย แต่ไม่ได้บอกว่าจะให้เท่าใด ด้วยความที่รักน้อง เห็นใจน้อง ตนจึงได้นำที่ดินไปจำนองกับแหล่งเงินทุนได้เงินมา 5 แสนบาท จากนั้นมอบให้สองสามีภรรยายืมด้วยความเชื่อใจว่าคงจะไม่มีการหลอกลวงกัน
นายเอส กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นสองสามีภรรยาคู่นี้ยังได้มาขอร้องให้ตนช่วยหาเงินให้อีก เพื่อไปถอนอายัดทองคำและเงินในธนาคาร โดยอ้างว่าที่ได้ไปครั้งแรก 5 แสนบาทไม่พอ นอกจากนี้ยังอ้างว่าจะให้ค่าตอบแทนในวงเงินที่สูงนับล้านบาทอีกด้วย ตนกับภรรยาจึงหลงเชื่อ ไปติดต่อขอโฉนดที่ดินญาติพี่น้องไปจำนองกับนายทุน ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ให้น้องเมียยืมไปหมด ทิ้งช่วงไปสักระยะก็กลับมาบอกอีกว่าเงินไม่พออีก ซึ่งเป็นวิธีการเดิมๆที่มาหลอกลวงตน ซึ่งขณะนั้นตนทั้งสูญเสียเงินที่นำที่ดินไปจำนอง 5 แสน และยังมีส่วนไปชักชวนชาวบ้านคนอื่น เหมือนนำเงินมาลุงทุนด้วยกันอีกตั้งครึ่งหมู่บ้านที่หลงเชื่อ เพราะอยากตามเงินที่สูญเสียไปคืน แต่ในที่สุดก็รู้ว่าถูกหลอก เรื่องถูกอายัดทองคำและเงินในธนาคารชาติเป็นอุบายที่น้องเมียสร้างขึ้นมาหลอกลวง เพราะตั้งแต่ปี 2558-2564 ยังไม่ได้เงินคืนสักบาท ซึ่งตนรู้สึกผิดตลอดเวลา ที่ไปชักชวนชาวบ้านจนหลงเชื่อ ทั้งโดยการมอบอำนาจและนำโฉนดที่ดินไปจำนองกับนายทุน วงเงินเฉลี่ยคนละ 5 แสนถึงหลักล้านบาท บางคนต้องติดหนี้และผ่อนชำระเอง บางคนถูกยึดที่ดิน ได้รับความเดือดร้อนเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองมหาสารคามแล้ว เพื่อให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีกับสองสามีภรรยา แต่ทางตำรวจไม่รับแจ้ง อ้างว่าเป็นการเต็มใจให้ยืม จึงไม่รู้จะทำอย่างไร หลายคนไม่กล้าแจ้งความเพราะคิดว่าคงไม่ได้เงินคืนแล้ว แต่ก็ได้มาเป็นพยานให้กับนางอาภา และยืนยันว่านางอาภาได้โอนเงินและให้สองมามีภรรยายืมเงินไปจริง