เนชั่นทีวี

ข่าว

วิงวอนอย่าผลักดันผู้ลี้ภัยกลับเมียนมา

20 พ.ค. 2564 | supee

วิงวอนอย่าผลักดันผู้ลี้ภัยกลับเมียนมา

แม่ฮ่องสอน - ทหารเมียนมาประจำฐานฯด๊ากวิน ตรงข้าม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ขู่หากปล่อยให้เคเอ็นยู.ใช้ไทยเป็นฐานปฏิบัติการโจมตี จะยิงถล่มบ้านท่าตาฝั่งทันที ขณะที่กลุ่มเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวินและภาคี ร่อนแถลงการณ์อย่าส่งกลับผู้ลี้ภัย หลังมีข่าวสั่งให้เดินทางกลับพม่าภายใน 24 พ.ค.นี้

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 20 พฤษภาคม 2564ทหารเมียนมาประจำฐานที่มั่นด๊ากวิน ตรงข้ามบ้านท่าตาฝั่ง ต.แม่ยวม อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ได้ทำการยิงปืน ค.60 มม.จำนวนประมาณ 70-80 นัด บริเวณด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของฐานฯด๊ากวิน หลังจากถูกทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยู.ทำการซุ่มยิงด้วยอาวุธปืนซุ่มยิงระยะไกล ขนาด .50 คาลิเบอร์ ทำให้มีทหารเมียนมาเสียชีวิต จำนวน 1 นาย



วิงวอนอย่าผลักดันผู้ลี้ภัยกลับเมียนมา


แหล่งข่าวราษฎรบ้านท่าตาฝั่ง กล่าวว่า หลังจากถูกซุ่มยิงจากทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยู.ทางทหารเมียนมาได้มีการส่งเจ้าหน้าที่มาเจรจากับทหารไทยประจำฐานบ้านท่าตาฝั่ง และแจ้งแก่ทหารไทยว่าห้ามไม่ไห้ทหารไทย สนับสนุนทหารกะเหรี่ยงเคเอ็นยู. ด้วยการให้ใช้พื้นที่ในไทย ยิงก่อกวนทหารเมียนมาฐานฯด๊ากวินอย่างเด็ดขาด หากไม่เชื่อจะทำการยิงถล่มหมู่บ้านท่าตาฝั่งของไทยทันที ซึ่งข่าวดังกล่าวทำให้ราษฎรในหมู่บ้านท่าตาฝั่ง ตกใจเป็นอย่างมากและมีความเชื่อว่าทหารเมียนมาจะสามารถทำได้ตามที่พูดจริง เพราะแม้แต่เครื่องบินที่บินมาทิ้งระเบิดช่วยเหลือทหารเมียนมายังบินเข้ามาในเขตไทยได้ โดยไม่กลัวทางการไทยจะประท้วงเมียนมาแต่อย่างใด

วิงวอนอย่าผลักดันผู้ลี้ภัยกลับเมียนมา



ขณะเดียวกันเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวินและภาคี แถลงการณ์เรียกร้องให้พิจารณาการชะลอการส่งกลับ และให้การช่วยเหลือทางมนุษยธรรม แก่ผู้หนีภัย ในสถานการณ์ความไม่สงบ เนื่องจากบริเวณพรมแดนไทย-เมียนมาริมแม่น้ำสาละวิน ยังคงความตึงเครียด เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวิน พบว่าขณะนี้ฝ่ายความมั่นคง ยังคงมีมาตรการสกัดกั้นการเข้า-ออกยังชายแดนแม่น้ำสาละวิน เป็นการปิดกั้นเส้นทางการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากกลุ่มบุคคลและองค์กรผู้มีจิตเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ ที่มีความประสงค์ในการช่วยเหลือผู้หนีภัยสงคราม ที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นในครั้งนี้


วิงวอนอย่าผลักดันผู้ลี้ภัยกลับเมียนมา



มาตรการดังกล่าวจึงทำให้ภาคส่วนต่างๆ ยังคงไม่สามารถเข้าพื้นที่ให้ความช่วยเหลือได้อย่างเปิดเผย ทั้งที่เป็นการส่งสิ่งของบรรเทาทุกข์ สิ่งของจำเป็นเร่งด่วนด้านมนุษยธรรม อาทิ ข้าวสาร อาหาร ยา เวชภัณฑ์ ส่งผลให้ผู้หนีภัยตามชายแดนมายังฝั่งไทยริมฝั่งน้ำสาละวินจากความไม่สงบ ราว 3 พันคน ต้องมีสภาพการอยู่ที่ลำบาก ต้องทนทุกข์ทรมาน ขาดอาหารและน้ำดื่มสะอาด ที่พักพิงเป็นเพียงเพิงผ้าใบที่ไม่สามารถกันแดดและฝน นอกจากนี้ ยังขาดสุขอนามัยพื้นฐาน เพิ่มความเสี่ยงด้านสุขภาพ การระบาดของโรค มีผู้หนีภัยที่ล้มป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเด็กเล็ก คนชรา ผู้หญิง




วิงวอนอย่าผลักดันผู้ลี้ภัยกลับเมียนมา



กลุ่มบรรเทาทุกข์ในพื้นที่ ระบุว่ายังมีประชาชนที่หนีการโจมตีจากทหารเมียนมาหลบซ่อนตัวกระจายตามป่าเขาในฝั่งรัฐกะเหรี่ยงอีกไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นคน ประชาชนเหล่านี้เผชิญกับการโจมตีโดยเครื่องบินรบของทหารเมียนมาและยังมีการส่งโดรนตรวจการณ์บินลาดตระเวนอยู่ตลอดจนบัดนี้ ประชาชนเหล่านี้จึงยังหวาดกลัว ไม่กล้ากลับเข้าอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน ไม่สามารถคืนสู่บ้านเรือนและไร่นาของตนเองได้


วิงวอนอย่าผลักดันผู้ลี้ภัยกลับเมียนมา



สถานการณ์ในฝั่งเมียนมานับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร เกิดความไม่สงบ เกิดความรุนแรง เข่นฆ่า และบาดเจ็บ ตามที่มีในรายงานข่าว สำหรับพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ตรงข้าม จ.แม่ฮ่องสอน ก็เกิดการบุกโจมตีโดยเครื่อบบินของทหารเมียนมาเป็นเดือนที่ 3 แล้ว โดยสถานการณ์ยังไม่ทีท่าว่าจะสงบลงในเวลาอันใกล้ ส่งผลให้ประชาชนต้องอยู่ในความเสี่ยงต่อชีวิต และต่างหวังว่าจะเกิดสันติภาพบนแผ่นดินมาตุภูมิในเร็ววัน





วิงวอนอย่าผลักดันผู้ลี้ภัยกลับเมียนมา


ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2564 มีเจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทย เดินทางไปแจ้งผู้หนีภัยจากการสู้รบมาอาศัยอยู่ทางฝั่งไทย ให้เดินทางกลับทั้งหมดภายในวันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม 2564ทั้งที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้หารือและกล่าวกับทูตพิเศษด้านเมียนมาของสหประชาชาติ ว่ารัฐบาลไทยพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมสำหรับประชาชนที่หลบหนีจากสถานการณ์การสู้รบในเมียนมาโดยทั้งสองฝ่ายหารือถึงการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม นายกรัฐมนตรีกล่าวเน้นย้ำว่า ไทยดำเนินการทุกวิถีทางอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้สถานการณ์ในเมียนมาคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ตลอดจนให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้หนีภัยความไม่สงบชาวเมียนมา


วิงวอนอย่าผลักดันผู้ลี้ภัยกลับเมียนมา




อย่างไรก็ตาม เครือข่ายภาคประชาชนที่ได้ติดตามสถานการณ์ในพื้นที่พรมแดนไทยเมียนมาที่แม่น้ำสาละวิน อ.สบเมย และอ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอย่างใกล้ชิด พบว่าจนบัดนี้นโยบายของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวยังไม่เกิดในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังไม่มีการเปิดช่องทางในการเข้าไปช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ผู้หนีภัยที่พักพิงอยู่บริเวณชายแดนในนามของชุมชนท้องถิ่น องค์กรภาคประชาสังคม และประชาชนไทย ขอเรียกร้องนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลไทย พิจารณาแก้ปัญหาวิกฤติมนุษยธรรมโดยเร่งด่วน ดังนี้


วิงวอนอย่าผลักดันผู้ลี้ภัยกลับเมียนมา




1.ขอให้ชะลอการส่งกลับผู้หนีภัยจากการสู้รบชายแดน ทุกจุด จนกว่าจะมีการประเมินสถานการณ์ปลอดภัย เหมาะสม และมีส่วนร่วม ยึดหลักการห้ามผลักดันกลับ ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักการสำคัญในการคุ้มครองแก่ผู้ลี้ภัย ซึ่งกำหนดพันธกรณีแก่รัฐ กล่าวคือ รัฐไม่อาจผลักดันผู้อพยพหรือผู้แสวงหาที่ลี้ภัยกลับออกไปได้ทันที หากปรากฏว่าการผลักดันกลับนั้นจะเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือเสรีภาพของบุคคลนั้น ซึ่งได้กำหนดไว้ในตราสารระหว่างประเทศว่าด้วยผู้ลี้ภัย


วิงวอนอย่าผลักดันผู้ลี้ภัยกลับเมียนมา



2.ขอให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคงเปิดเส้นทางในการเข้าช่วยเหลือเยียวยาด้านมนุษยธรรมในทันที3.ให้ฝ่ายความมั่นคง มอบภารกิจในการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม ให้แก่ฝ่ายปกครอง กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาสังคม องค์สาธารณกุศล ดำเนินการแก้ปัญหา4.ตั้งคณะกรรมการระดับประเทศ ประกอบด้วยกรรมการจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย องค์กรภาคประชาสังคม หน่วยงานของสหประชาชาติ เช่น UNHCR และประสานกับองค์กรในเมียนมาร่วมคลี่คลายปัญหาจากสถานการณ์นี้ทั้งนี้เพื่อแสดงถึงความโปร่งใส และความจริงใจ สามารถตรวจสอบได้ เปิดเผยต่อสาธารณะ แก้ปัญหาวิกฤตมนุษยธรรมนี้ในทันที


ข่าวล่าสุด