ขณะที่หน้ากากผ้าจากจำนวนตัวอย่าง 71 ตัวอย่าง มีประสิทธิภาพการกรองอนุภาคเฉลี่ย 39.10%,ต่ำสุด 5.93%,สูงสุด 87.55% และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 19.64 และหน้ากากกรองอากาศN95/KN95/FFP1/FFP2 จากจำนวน 121 ตัวอย่าง มีประสิทธิภาพการกรองอนุภาคเฉลี่ย 72.2%,ต่ำสุด 8.92%,สูงสุด 99.97% และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 25.65
และพบว่าในช่วงโควิด-19 ระบาดรอบสองหน้ากากอนามัย จากจำนวนตัวอย่าง 39 ตัวอย่าง มีประสิทธิภาพการกรองอนุภาคเฉลี่ย 71.49%,ต่ำสุด 21.13%,สูงสุด 97.74% และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 22.60,หน้ากากผ้า จากจำนวนตัวอย่าง 26 ตัวอย่าง มีประสิทธิภาพการกรองอนุภาคเฉลี่ย33.85%,ต่ำสุด 7.36%,สูงสุด 78.80% และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 19.01 และ หน้ากากกรองอากาศN95/KN95/FFP1/FFP2 จากจำนวนตัวอย่าง 54 ตัวอย่าง มีประสิทธิภาพการกรองอนุภาคเฉลี่ย 94.61%,ต่ำสุด 65.08%,สูงสุด 99.97% และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 7.32
จากผลการทดสอบทำให้เห็นว่าประสิทธิภาพการกรองอนุภาคของหน้ากาก ทั้ง 3 แบบ ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ระบาดรอบสองที่ค่าเฉลี่ยสูงกว่าในช่วงการระบาดรอบแรก ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้นของหน้ากากทั้ง 3 แบบในช่วงโควิด-19 ระบาดรอบสอง เนื่องจากในรอบแรก ยังไม่มีการออกมาควบคุมคุณภาพและวัสดุที่นำมาผลิตเป็นหน้ากากอนามัย แต่การระบาดในรอบที่สอง ได้เข้มงวดเรื่องคุณภาพและวัสดุที่นำมาผลิตหน้ากากเพิ่มมากขึ้น
อย่างไรก็ตามจากการทดสอบหน้ากากอนามัยทั้ง 3 แบบ หน้ากากที่มีประสิทธิภาพในการกรองมากที่สุด และเหมาะที่จะนำมาใช้ในช่วงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จากการทดสอบหน้ากากอนามัยในการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในรอบสอง ได้แก่ หน้ากากกรองกรองอากาศ ในกลุ่มN95 มาตรฐานสหรัฐอเมริกา /KN95 มาตรฐานสาธารณรัฐประชาชนจีน /FFP1/FFP2 มาตรฐานยุโรป ซึ่งค่าเฉลี่ยจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่นำมาทดสอบ มีประสิทธิภาพในการกรองร้อยละ 94.61 รองลงมาเป็นหน้ากากอนามัยมีประสิทธิภาพในการกรองร้อยละ 71.49 และ หน้ากากผ้า 33.85 ตามลำดับ จากค่ามาตรฐานการกรองจะต้องมีค่าการกรองอนุภาคได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95