เมื่อไปถึงพบว่าลำต้นส่วนปลายและกิ่งทุเรียน ฉีกขาดลงมากองกับพื้นดินพร้อมกับทุเรียนขนาดต่างๆ เพราะต้านกระแสลมพายุไม่ไหว กิ่งติดผลทุเรียนแต่ละลูกน้ำหนักกว่า 1.5 กิโลกรัม ซึ่งเป็นต้นทุเรียนดั้งเดิม อายุเกือบ 100 ปี สูงกว่า 15 เมตร หลังพายุสงบจึงเลือกเก็บเฉพาะทุเรียนลูกที่ใกล้จะตัดขายมากองๆรวมไว้ได้กว่า 300 ลูก
นายชยพล เจ้าของสวนมองกองทุเรียนกว่า 300 ลูกด้วยความเศร้าใจ โดยกล่าวว่า ใจไม่กล้ามากพอที่จะตีมูลค่าของทุเรียนกองดังกล่าว เกรงจะเครียด จากที่เฝ้าดูแล บำรุงมา 1 ปี เพื่อรอรายได้ ยิ่งช่วงระบาดโควิด-19 ชาวสวนหวังรายได้เป็นกอบเป็นกำจากการขายทุเรียนหลง-หลิน ช่วงที่เกิดพายุเวลาประมาณ17.00 น.วันที่ 9 พฤษภาคม 2564 ตนอยู่ที่สวน ลมโหมมาอย่างแรงเป็นพายุหมุนตรงมาที่สวน ซึ่งน่าจะเป็นช่องทางลมพอดี เพียง 5 นาที กิ่งก้านทุเรียนฉีกขาด หักโค่นลงมาต่อหน้าต่อหน้า ได้แต่ยืนมองด้วยความเสียดาย เพราะทุเรียนที่สวนคัดคุณภาพ แต่ละลูก พูจะเต็ม น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 1.5 กิโลกรัมต่อลูก ถ้าเป็นหลงลับแลอีก 20 วัน ,หลินลับแล ประมาณ 1 เดือน จะตัดขาย หลังพายุหยุด จึงไล่เก็บผลทุเรียนที่โดนพายุได้กว่า 300 ลูก (เฉพาะรุ่นแรก) ยังไม่รวมรุ่นสองที่ขนาดยังเล็ก ราคาปัจจุบันหลงลับแล กิโลกรัมละ 500 บาท หลินลันแลกิโลกรัมละ 700 บาท
สำหรับต้นทุเรียนหลง-หลินลับแล ปลูกตามภูเขาและเป็นต้นดั้งเดิม คือ เกษตรกรจะเสียบยอดจากต้นทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง แต่ละต้นอายุไม่ต่ำกว่า 50 ปี ซึ่งตนเริ่มนำทุเรียนหลง-หลินลับแล มาเสียบยอดปี 2538 ทำให้ต้นทุเรียนหลง-หลินที่เสียบยอดอายุกว่า 70 ปี เริ่มให้ผลผลิตปี 2546 ปี 2548 โดนพายุหักโค่นไปกว่า 100 ต้น ต้องฟื้นฟูใหม่อีกรอบ มาปีนี้เจอพายุซ้ำอีก ที่เสียดายคือ โดนช่วงที่ใกล้ตัดผลขาย จะมีรายได้อีก 20 วันข้างหน้า