"สุวิทย์" เผย พร้อมเปิดนิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ไตรมาส 2 ปีนี้ คาดเม็ดเงินสะพัดกว่า 2 หมื่นล้านบาท ระบุ มีการจ้างงานกว่า 2 หมื่นตำแหน่งต่อปี เน้นกลุ่มนักลงทุนต่างชาติ

นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีพร้อมเปิดตัวไตรมาส 2 ปีนี้ คาดเงินสะพัด 2 หมื่นล้าน จ้างงานกว่า 2 หมื่นตำแหน่ง

นายสุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล ประธานกรรมการบริษัท เมืองอุตสาหกรรมอุดรธานี จำกัด เปิดเผยว่า นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี จะเปิดให้บริการได้ภายในไตรมาส 2 ปีนี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัด 2 หมื่นล้าน จ้างงานไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นตำแหน่งต่อปี นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีมีความได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ เนื่องจากมีทำเลติดกับเพื่อนบ้านและประเทศจีนตอนใต้ และอยู่ในเส้นทางรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูง กรุงเทพ-หนองคาย และอยู่ห่างจากสนามบินนานาชาติอุดรธานีเพียง 14 กิโลเมตรเท่านั้น

นายพิสิษฏ์ พิพัฒน์วิไลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองอุตสาหกรรมอุดรธานี จำกัด กล่าวว่า นิคมอุตสาหกรรมมุ่งดึงการลงทุนจากต่างชาติ 100% โดยเฉพาะนักลงทุนจีน 70% และญี่ปุ่น 30% ซึ่งมีแผนการย้ายฐานมาที่ไทย และบริษัทยังมีแผนศึกษาลงทุนโซลาร์ลอยน้ำ 50 ไร่ และในขั้นตอนต่อไปยังพิจารณาแผนลงทุนโรงไฟฟ้าอื่นๆ เพิ่มเติม และศึกษาความเหมาะสมโครงการท่าเรือบก (Dry Port) จ.อุดรธานี พร้อมพัฒนาระบบการเดินรถไฟ

นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีพร้อมเปิดตัวไตรมาส 2 ปีนี้ คาดเงินสะพัด 2 หมื่นล้าน จ้างงานกว่า 2 หมื่นตำแหน่ง



ด้าน.ส.สมจิณณ์ พิลึก ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้พาคณะผู้บริหาร กนอ. และสื่อมวลชนลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอุดรธานี ที่พัฒนาร่วมกันกับเมืองอุตสาหกรรมอุดรธานี ซึ่งมีการลงนามสัญญามาตั้งแต่ปี 2557 โดยนายสุวิทย์ พิพัฒน์วิไลกุล ที่มาพร้อมแนวคิดนิคมอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งเป็นแห่งแรกในภาคตะวันออกเชียงเหนือ และเป็นนิคมอุตสาหกรรมลำดับที่ 56 ของประเทศ คาดว่าในปี 2564 จะสามารถเปิดให้บริการได้ พร้อมเชื่อว่าเมื่อเปิดให้บริการทั้ง 100% แล้วจะสามารถสร้างเม็ดเงินสะพัดได้ประมาณ 2.2 หมื่นล้านบาท และจ้างงานได้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคนต่อปี และสร้างรายได้ให้กับภาครัฐประมาณ 15,0000 - 20,000 ล้านบาทต่อปีด้วย

ทั้งนี้นิคมอุตสาหกรรมอุดรธานีตั้งอยู่อยู่ที่ตำบลโนนสูง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีพื้นที่ประมาณ 2,170 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ขาย 1,635 ไร่ มูลค่าการลงทุนโครงการประมาณ 1 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 2 เฟสๆแรกประมาณ 1 พันไร่ เป็นพื้นที่ขายจริง 700 ไร่ ที่เหลือเป็นระบบสาธารณูปโภค เฟส 2 อีกประมาณพันไร่เช่นกัน