"ภาดาท์" วอนรัฐ เร่งติดตามความคืบหน้ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนประเทศ หลังบอร์ดอีวี กำหนดเป้าปี 68 ชี้เป็นขุมพลังใหม่ของเศรษฐกิจ พร้อมแนะสร้างแรงจูงใจให้ ประชาชนหันมาใช้

น.ส.ภาดาท์ วรกานนท์ ส.ส.กทม.เขตราชเทวี-พญาไท-จตุจักร พรรคพลังประชารัฐ เสนอให้รัฐบาลเร่งติดตามความคืบหน้าของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือ บอร์ดอีวี หลังจากบอร์ดประชุมหารือเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2564 และได้ร่วมกันกำหนดทิศทางลดการใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยที่ประชุมได้วางเป้าหมายว่า ภายในปี 2568 ราคารถยนต์ไฟฟ้าจะมีราคาเท่ากับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง และคาดการณ์ว่าปริมาณรถที่ใช้พลังงานไฟฟ้ารวมกันทุกชนิดจะมีอย่างน้อยจำนวน 1,055,000 คัน

น.ส.ภาดาท์ กล่าวว่า การที่ได้รับทราบทิศทางจากบอร์ดในครั้งนี้ ถือเป็นข่าวดีและเป็นความหวังอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า ที่ได้เห็นความชัดเจนจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง เพราะนอกจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะเป็นพลังที่สะอาดที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว ยังช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)อีกด้วย


อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องไม่ลืมติดตามความคืบหน้ามาตรการต่างๆที่บอร์ดอีวีได้กำหนดเอาไว้ เช่น เรื่องแผนการตั้งสถานีอัดประจุไฟฟ้า การจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานแบตเตอรี่ และการกำจัดซากแบตเตอรี่ให้ได้มาตรฐานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเพื่อทำโครงสร้างราคาให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ โดยทั้งหมดนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทย เพราะหากประเทศไทยไม่เร่งรีบเตรียมความพร้อมในเรื่องต่างๆเหล่านี้ อาจจะทำให้ตกขบวนไม่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างแน่นอน

ส่วนเรื่องการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้านั้น นางสาวภาดาท์ กล่าวว่า การสร้างแรงจูงใจจากภาครัฐก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในช่วงระยะการเปลี่ยนแปลงนี้ การจะให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้า รัฐบาลต้องสร้างแรงจูงใจทั้งเรื่องการให้เงินสนับสนุนงานวิจัยรถไฟฟ้าและแบตเตอรี่ การยกเว้นภาษีจดทะเบียน การลดภาษีรายปี ฟรีค่าผ่านทาง มาตรการรถเก่าแลกรถใหม่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และการจัดตั้ง EV Town หรือเมืองอีวีต้นแบบ เป็นต้น ซึ่งนโยบายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำไม่ได้ เพราะหลายประเทศได้เริ่มต้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นประเทศนอร์เวย์ เยอรมนี หรือญี่ปุ่น ก็ใช้มาตการนี้ผลักดันส่งเสริมให้คนหันมาใช้รถพลังงานไฟฟ้าทั้งสิ้น