ส่วน ด.ญ.ฐิติยา พรชุบ อายุ 11 ปี เรียนอยู่ชั้น ป.4 เล่าว่า เมื่อหลายวันก่อน นอนดูการ์ตูนกับน้องและมีเพื่อนๆมาด้วย โดยเพื่อนได้เปิดที่นอน พบว่ามีตะขาบตัวใหญ่ขดตัวอยู่ใต้ที่นอน แล้วน้องชายตนก็เอาเหล็กคีบถ่านมาคีบออกไป โดยเพาะในฤดูฝนไม่เพียงสัตว์มีพิษจะหลบหนีเข้าบ้านแล้ว น้ำยังไหลเข้าบ้านอีกด้วย โดยตนจะต้องเอาดินมาอุดทางเดินน้ำอย่าให้ไหลเข้ามา โดยล่าสุดช่วงกลางดึก ตนโดนแมงป่องไต่หน้า ซึ่งขณะนั้นคิดว่าเป็นมด จึงใช้มือปัดออก จึงเอาไฟฉายส่งดูปรากฏว่าเป็นแมงป่องขนาดเล็กเท่านิ้วก้อย โดยตอนนี้สิ่งที่อยากได้มากที่สุดเลยก็คือ "บ้าน" หากได้จริง ๆ คิดว่า น่าจะมีความสุขและชีวิตก็คงจะดีขึ้น และปิดเทอมปีนี้ ก็จะไปหาแม่ที่กรุงเทพ คิดถึงแม่มาก แต่ตอนนี้ก็ได้แต่โทรศัพท์คุยเอา โดยแม่บอกว่าอยากมา แต่มาไม่ได้เพราะต้องทำงานหาเงินส่งตนเรียน เพราะฝันว่าอยากเป็นครูสอนนักเรียน
ทางด้านนางนัฐวดี ลาที อายุ 64 ปี (ยาย) เล่าว่า เมื่อก่อนตนมีสามีและลูกด้วยกันอยู่ 4 คน ซึ่งไปใช้ชีวิตอยู่ที่ภาคกลาง คิดว่าจะไม่กลับมา แต่มีปัญหากับสามี และลูกๆก็ไม่เอาตนแล้ว จึงต้องบากหน้ากลับมาอยู่บ้านเกิด ไม่นานลูกสาวคนเล็กก็เลิกกับสามีไปมีครอบครัวใหม่ จึงไปรับหลานทั้ง 2 มาอยู่ด้วย โดยที่ลูกสาวคนเล็กส่งเงินมาให้ทุกเดือน เดือนละ 3,000-5,000 บาท ซึ่งทุกวันนี้ตนพึ่งพาได้แค่ลูกสาวคนเล็กคนเดียวที่คอยส่งเสีย โดยตนทำทุกอย่าง ไม่ว่าจะทำกับข้าวขาย หรือขายเครื่องสำอางได้แค่กินไปวันๆ วันละประมาณ 100 บาท ทุกวันนี้สู้ราคาวัตถุดิบไม่ไหว จึงเลิกขายกับข้าวไป ต้องไปรับจ้างขายของที่ศูนย์การค้าหมู่บ้าน ได้วันละประมาณ 100 บาท ซึ่งในแต่ละเดือนภาระค่าใช้จ่ายก็มากมายพอสมควร ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร และให้หลานๆไปโรงเรียน คนละ 10-20 บาท
หากวันไหนไม่มีจริง ๆ ตนต้องเซ็นค่าอาหาร บางครั้งก็ต้องไปหยิบยืมเพื่อนบ้านมาใช้จ่าย แต่ตนก็ยังดีที่มีสวัสดิการแห่งรัฐ และเบี้ยคนชราเดือนละ 600 บาท ที่ช่วยแบ่งเบาภาระด้านการกินอยู่ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีหน่วยงานใดยื่นมือเข้ามาช่วย รู้สึกท้อแท้กับชีวิตมาก แต่เมื่อหันกลับมามองหน้าหลานๆ ตนฮึดสู้กลับมามีกำลังใจมากขึ้น เพราะถ้าหากตนเป็นอะไรไปคนหนึ่ง แล้วหลานทั้ง 2 จะอยู่อย่างไร หลานต้องได้ทานให้อิ่ม โดนตนจะนำบัตรสวัสดิการแห้งรัฐไปรูดเอาอาหารแห้งมาตุนไว้ตลอด หลานก็จะทำกินเองทุกวัน
ส่วนพี่น้องที่อาศัยอยู่ใกล้เคียง หากไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อจริง ๆ ก็จะไปขอ เขาก็ตักแบ่งให้มา แต่ไม่กล้าไปขอบ่อย สำหรับที่ดินที่ตนอยู่อาศัย เป็นที่มรดกที่แม่ยกให้ลูก ๆ ตั้งใจขอแปลงนี้ 1 ไร่ 3 งาน แต่น้องก็เอาไปจำนอง ตอนนี้ต้องการมากที่สุดคือบ้าน สำหรับหนี้สินในระบบเกือบ 1 แสนบาท ส่วนหนี้นอกระบบอีกกว่า 1 แสนบาท โดยตนก็ผ่อนใช้เป็นเดือนๆ น้อยบ้างมากบ้างแต่ใช้ตลอด สำหรับหลานๆทั้ง 2 จะได้ทุนเด็กยากไร้จากศิษย์เก่าของโรงเรียนทุกปี โดยได้คนละ 1,000 บาท ต่อปีการศึกษา โดยทั้ง 2 จะปั่นจักรยานไปเรียนที่ โรงเรียนบ้านโนนจำปี ต.ธาตุ อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ ซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 1 กิโลเมตร