ด้าน นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการ สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามสภาพอากาศในช่วงต่อจากนี้ พบว่า เดือนมีนาคมนี้ ปริมาณฝนรวมบริเวณประเทศไทยส่วนใหญ่จะใกล้เคียงค่าปกติ ยกเว้นบริเวณภาคเหนือจะมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 20 และภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะมีปริมาณฝนรวมต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 10 ส่วนเดือนเมษายน คาดว่า ปริมาณฝนรวมจะสูงกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 20 ที่ประชุมวันนี้ ได้ติดตามการดำเนินงานตามมาตรการรองรับสถานการณ์ขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง ปี 2563/64 ซึ่งมีผลการดำเนินการที่สำคัญ อาทิ การเร่งเก็บน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ พบว่า ตั้งแต่ 1 พ.ย.63 - 28 ก.พ.64 กักเก็บได้เพิ่มขึ้น 2,947 ล้าน ลบ.ม. 2. การจัดหาแหล่งสำรองน้ำดิบเพื่อป้องกันผลกระทบในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ซึ่งพบว่า ในเขตการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ยังไม่มีสถานการณ์ขาดแคลนน้ำ ขณะที่นอกเขต กปภ. มีพื้นที่เฝ้าระวังขาดแคลนน้ำ 42 จังหวัด 22 อำเภอ 41 ตำบล พบว่ามีพื้นที่เฝ้าระวังเพิ่มอีก 2 จังหวัด ได้แก่ จ.เพชรบูรณ์ และ จ.ลำปาง การจัดสรรน้ำฤดูแล้งจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ปัจจุบัน จัดสรรน้ำไปแล้วทั้งสิ้น 8,269 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 71% ตลอดทั้งฤดูแล้ง โดยจัดสรรน้ำเป็นไปตามแผน 15 แห่ง และจัดสรรน้ำเกินแผน 16 แห่ง ทั้งนี้ แผนงานโดยส่วนใหญ่หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการได้เป็นไปตามแผน ซึ่งที่ประชุมมีข้อห่วงใยในเรื่องแผนการวางแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง พบว่า มีการปลูกทั้งในเขตและนอกเขตมากกว่าแผน 2.97 ล้านไร่ จากเป้าหมายทั้งประเทศ 8.88 ล้านไร่ ซึ่งได้เน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนในการจัดสรรน้ำด้วยที่ต้องควบคุมอย่างเคร่งครัดไม่ให้ส่งผลกระทบต่อน้ำต้นทุนฤดูฝน รวมถึงมาตรการเสริมที่จะไม่ให้ขยายพื้นที่เพาะปลูกต่อเนื่องด้วยเช่นกัน สำหรับการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ที่ผ่านมาได้มีการติดตามทั้ง 4 แม่น้ำสายหลักในลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำเค็มไม่ให้ส่งผลกระทบตลอดแล้งนี้ ซึ่งที่ประชุมยังได้พิจารณาเห็นชอบแนวทางการแก้ไขปัญหาความเค็มในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะบริเวณสถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน พร้อมติดตามผลการดำเนินงานสิ่งกีดขวางทางน้ำทั่วประเทศ โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานจัดทำแผนการปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝนปีนี้ และรายงานให้ สทนช. ทราบเป็นระยะต่อไปด้วย