สถานะของรัฐบาลและรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นซ้อนกับสภาบริหารแห่งรัฐ ที่ตั้งโดยกองทัพเมียนมา ถูกขนานนามจากบางฝ่ายว่าเป็น "รัฐบาลพลัดถิ่น" แต่นักวิชาการรัฐศาสตร์หลายคนมองว่า น่าจะเรียกว่าเป็น "รัฐบาลคู่ขนาน" มากกว่า แม้จะไม่ตรงตามความหมายเสียทีเดียวก็ตาม
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวว่า คำว่า "รัฐบาลพลัดถิ่น" โดยนัยยะจะเป็นความเคลื่อนไหวที่อยู่นอกประทเศ ฉะนั้นกรณีการตั้งรัฐบาลของสภาสหภาพเมียนมา ที่มีพรรคเอ็นแอลดีเป็นแกนนำ น่าจะใช้คำว่า "รัฐบาลคู่ขนาน" มากกว่า แต่ก็ยังไม่ตรงตามความหมายเสียทีเดียว เพราะรัฐมนตรีชุดใหม่นี้ ไม่ได้มีอำนาจรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวในขั้นต่อไป อ.ยุทธพร บอกว่า จะมีการเรียกร้องต่อองค์กรระหว่างประเทศ และสหประชาชาติ ให้รับรองรัฐบาลชุดใหม่นี้ ว่าเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามผลการเลือกตั้ง
ส่วนท่าทีของไทยจะวางตัวยากขึ้นหรือไม่ ในฐานะเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดกัน และผู้นำประเทศยุคปัจจุบัน ก็ยังมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพเมียนมา รศ.ดร.ยุทธพร มองว่า ไทยคงเลือกไม่เทคไซด์ หรือเลือกข้างใดข้างหนึ่งอย่างชัดเจน เพราะการเมืองในเมียนมาขณะนี้มีความซับซ้อน รัฐบาลจีนมีสัมพันธ์ที่ดีกับกองทัพเมียนมา ขณะที่ไทยเองก็มีความสัมพันธ์กับจีน รวมถึงท่าทีอาเซียนในฐานะองค์กรความร่วมมือระดับภูมิภาค น่าจะไม่มีอะไรมาก เพราะหลักการของอาเซียน คือ ไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างกันอยู่แล้ว ฉะนั้นหลังจากนี้ก็ต้องติดตามปฏิกิริยารายประเทศ ว่าจะแสดงท่าทีอย่างไร
ด้าน ดร.สติธร ธนานิธิโชติ นักรัฐศาสตร์ และผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อประชาธิปไตย สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า สถานการณ์ในเมียนมาขณะนี้ รัฐบาลที่ตั้งขึ้นค่อนข้างนิยามได้ยากว่าจะเรียกว่าอะไร เนื่องจากรัฐบาลที่กองทัพจัดตั้ง ประชาชนก็ไม่ยอมรับ ยังให้การยอมรับรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดเก่าอยู่ ส่วนรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ คงไม่ใช่ "รัฐบาลพลัดถิ่น" และพรรคเอ็นแอลดี ตลอดจนฝ่ายประชาธิปไตยในเมียนมาก็คงไม่อยากให้มีสถานะเป็นรัฐบาลพลัดถิ่น เพราะในอีกนัยหนึ่งเท่ากับเป็นการยอมรับว่าอีกฝ่ายเป็นรัฐบาล แล้วฝ่ายที่ชนะเลือกตั้งมาจัดตั้งรัฐบาลแข่ง
ที่สำคัญ ถ้าใช้คำว่า "พลัดถิ่น" ก็ต้องไปตั้งนอกประทเศ แต่กรณีนี้เป็นการตั้งในประเทศซึ่งเป็นสหพันธรัฐ จึงมองว่าเป็น "รัฐบาลซ้อนรัฐบาล" หรือ "หนึ่งประเทศ 2 รัฐบาล" มากกว่า โดยต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับกันและกัน และอ้างความชอบธรรามว่าตัวเองมีความชขอบธรรม ฝ่ายทหารก็อ้างว่าเป็นการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและตั้งรัฐบาลตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ขณะที่อีกฝ่ายก็อ้างผลการเลือกตั้ง ฉะนั้นถ้ารัฐบาลสทหารไม่ยอม ก็ต้องรบกัน ถือเป็นสงครามชิงความชอบธรรม มากกว่า