จากการสอบถาม น.ส.ภคินี ผู้เป็นแม่ เล่าว่า ตอนประมาณ 7 โมงเช้าได้ขับ จยย.จะไปส่งลูกสาว 2คนซึ่งเรียนอยู่ชั้น ม.3 และ ม.5 ที่โรงเรียนเทศบาล 1 แต่พอถึงหน้าปั้มน้ำมันจู่ๆ รถกระบะก็ขับปาดเข้ามาเบียดรถจักรยานยนต์จนรถล้มกระแทกพื้นปูนซีเมนต์อย่างแรง จนตนเองและลูกสาวได้รับบาดเจ็บ มีแผลทั้งใบหน้า มือ แขน และขา โดยเฉพาะตนเองซึ่งอายุมากแล้วถึงกับลุกไม่ขึ้น กระทั่งพนักงานปั้มวิ่งมาช่วยประคองเพื่อรอรถกู้ภัย แต่ตอนที่พนักงานปั้มเข้ามาช่วยก็เห็นลุงที่ขับกระบะชนตนเองกับลูก เดินลงมาจากรถมายืนดูเฉยๆ แต่ไม่เข้ามาช่วยและไม่ถามอะไรสักคำ ตอนนั้นตกใจและเจ็บแผลจึงไม่ได้นึกถึงอย่างอื่น แต่พอช่วงชุลมุนลุงกระบะก็ขับไปเข้าห้องน้ำในปั้ม แล้วก็หนีไปเลยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ใจดำมาก หากลุงแสดงน้ำใจเข้ามาช่วยหรือถามอาการบาดเจ็บหรือดูแลค่ารักษาบ้างก็จะไม่ติดใจเอาความเพราะถือเป็นอุบัติเหตุ แต่นี่ลุงไม่สนใจแถมยังขับหนีไปเลย ก็รู้สึกโกรธและที่เสียใจคือ ตนก็เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวอาชีพรับจ้างทั่วไปหลังโควิดไม่ค่อยมีคนจ้าง วันนั้นตั้งในนำเงินที่เก็บสะสมไว้เป็นค่าเทอมให้ลูก 4,500 บาท จะเอาไปจ่ายค่าเทอมให้ลูกก็ไม่ได้จ่าย กลับต้องไปจ่ายค่ารักษาตัวเองและลูกแทน เพราะอุบัติเหตุใช้สิทธิ 30 บาทไม่ได้ ตอนนี้เหลือเงินอยู่พันกว่าบาท ไม่พอจ่ายค่าเทอมก็ไม่รู้จะไปหยิบยืมใคร กลัวว่าถ้าจ่ายไม่ทันลูกจะหมดสิทธิ์สอบ เพราะทาง ร.ร.ทวงถามมาหลายครั้งแล้ว ก็อยากฝากเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเร่งติดตามตัวคนขับ และฝากถึงลุงคนขับกระบะหากยังมีจิตสำนึกอยู่ ก็ให้กลับมาแสดงความรับผิดชอบตนและลูกสาวบ้าง