อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซึ่งทำงานเกี่ยวกับโภชนาการของเด็กมายาวนาน ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า ปัญหาเรื่องอาหารกลางวันของเด็กที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ได้มาจากเรื่องของตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาที่ถูกซ่อนอยู่ในภูเขาน้ำแข็งมานานแล้ว
ปัญหาที่ถูกมองไม่เห็นในเรื่องแรก เป็นเรื่องของ ความไม่เสนอภาคในการเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพและพอเพียงของเด็กวัยเรียน โดยมี 4 หน่วยหลัก อย่าง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และ สสส. ได้พยายามร่วมกันแก้ไขปัญหาเรื่องนี้มาตลอด แต่ที่ผ่านมาจะมองกันที่ตัวเงินเป็นหลัก ว่าถ้าเงินไม่พอก็แก้ปัญหาเรื่องความเสมอภาคและการเข้าถึงอาหารของเด็กไม่ได้ ด้วยเหตุนี้กระทรวงศึกษาธิการจึงได้เสนอ ครม. ขอขึ้นค่าอาหารเป็น 24/36 โดยคิดตามขนาดโรงเรียน เล็ก กลาง ใหญ่ โดยขนาดเล็กได้ 36 กลางได้ 30 และใหญ่ได้ 24 แต่อาจเป็นเพราะรัฐบาลมีหลายปัญหาที่ต้องใช้งบประมาณในการแก้ไข จึงได้อนุมัติเพิ่มขึ้นค่าอาหารกลางวันจาก 20 บาทต่อคนต่อวัน เป็น 21 บาท
"แม้จะรู้ว่า 21 บาท ไม่พอแน่นอน แต่ควรมองไปถึงเรื่องของกลไกการจัดการ มองปัจจัยด้านอื่น ๆ เช่น เด็กกินอาหารไม่พอ ปริมาณอาหาร หรือคุณภาพไม่ดี ส่งผลให้เด็กเรียนหนังสือด้อย ผลสอบตกต่ำ เพราะโภชนาการไม่ดี มีผลวิจัยรองรับ ซึ่งครูบางคนไม่ทราบ แต่นักวิชาการและนักโภชนาการมองเห็นปัญหาเรื่องนี้มานานแล้ว" อ.สง่า กล่าวและบอกด้วยว่า การที่เด็กได้กินอาหารไม่พอ บ่งบอกว่า ความเสมอภาคทางด้านอาหารไม่ทั่วถึง จะส่งผลระยะยาว เมื่อเด็กโตเป็นผู้ใหญ่คุณภาพคนในชาติก็จะแย่ GDP ของประเทศต่ำ แพ้ประเทศอื่นๆ เพราะคนด้อยคุณภาพจากโภชนาการไม่ดี กลายเป็นผลกระทบต่อสังคมและประเทศชาติ
ปัญหาที่สอง คือเรื่อง ความด้อยโอกาสของเด็กนักเรียนในโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์จะอยู่ในถิ่นกันดาร และมักจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่เปิดให้มีมัธยม 1-3 ในโรงเรียน เพื่อให้เด็กต่างจังหวัดได้เรียนจนจบ ปัญหาที่พบในโรงเรียนขยายโอกาส คือ เด็กโต ไม่มีอาหารกลางวันกิน แต่ทางโรงเรียนมักจัดการ เพื่อให้เด็กมัธยมได้รับประทานด้วย
"จึงเกิดผลกระทบทั้งโรงเรียน เพราะคุณภาพอาหารกลางวันเด็กประถมลดลง พี่ได้กินแต่ก็ไม่อิ่ม ส่งผลให้ได้ทานอาหารกลางวันแบบมีไม่มีคุณภาพทั้งพี่และน้อง" อ.สง่า กล่าว