ปลัดอาวุโสอ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ ชี้กรณีหญิงวัย 52 ถูกสวมบัตร ปชช. เชื่อเจตนาสวมไม่ได้เกิดจากกความผิดพลาด แต่จะมี จนท.รัฐเอี่ยวด้วยหรือไม่ต้องรอสอบสวนตามกระบวนการ หากพบรู้เห็นมีความผิดตาม กม. เบื้องต้นเร่งช่วยเหลือผู้เสียหายให้ได้รับบัตรคืนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนก่อน

24 กุมภาพันธ์ 2564 หลังจากที่ น.ส.ลำใย  ธรรมดา  อายุ 52 ปี  ชาวบ้าน ต.แสลงพัน  อ.ลำปลายมาศ   จ.บุรีรัมย์  อาชีพรับจ้างทั่วไปทั้งตัดอ้อย  ถอนมันสำปะหลัง  และทำความสะอาดบ้าน  ได้นำบัตรประจำตัวประชาชนใบเดิมที่เคยทำเมื่อปี 2545  พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานยืนยันตัวตนว่าเป็นคนไทย  ออกมาร้องขอความช่วยเหลือผ่านสื่อถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  หลังเมื่อปี 2552  พบว่าตัวเองถูกลักลอบสวมบัตรประชาชน   ทำให้ได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถใช้สิทธิ์รักษาพยาบาลตามโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค  ซ้ำยังขาดโอกาสไม่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการของรัฐทุกโครงการ  ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน  รวมถึงเงินเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิดระบาด   ซ้ำยังถูกชาวบ้านหรือคนที่รู้จักล้อเลียนหาว่าเป็นคนเถื่อน  คนต่างด้าว  ทั้งที่ตนเองเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์และปัญหาที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้เกิดจากการกระทำของตนเอง  ที่ผ่านมาเคยเดินเรื่องที่ที่ว่าการอำเภอลำปลายมาศ พาผู้ใหญ่บ้านไปรับรอง แต่ผ่านไปนาน 12 ปีแต่ก็ไม่มีความคืบหน้า                
ล่าสุดนายอุทิศ  มอนยาว  ผู้ใหญ่บ้านบ้านแสลงพัน  ก็ได้พา น.ส.ลำใย   ผู้ที่ถูกสวมบัตรประชาชน  พร้อมญาติใกล้ชิด  เดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอลำปลายมาศเพื่อติดตามเรื่องและขอความช่วยเหลืออีกครั้ง ซึ่งก็มีนายนำชัย  วงวิลาศ  ปลัดอาวุโสอำเภอลำปลายมาศ  เป็นตัวแทนมารับเรื่อง และสอบถามรายละเอียดจากผู้ร้อง                

ปลัดอาวุโสชี้หญิง 52 ถูกสวมบัตร หากจนท.รัฐเอี่ยวเจอโทษหนัก

โดย ปลัดอาวุโส   ระบุว่า   ตอนที่เกิดเรื่องนี้ตนเองยังไม่ได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งที่ที่ว่าการอำเภอลำปลายมาศ   แต่จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานเบื้องต้น  พบมีการทำบัตรประชาชนที่น่าสงสัย คือ เมื่อปี 2550  มีบุคคลที่แอบอ้างว่าชื่อ น.ส.ลำไย  ธรรมดา    มาแจ้งว่าบัตรหายที่สำนักทะเบียนอำเภอ  จากนั้นเดือน พ.ย.2552  มีการแจ้งย้ายชื่อไปที่ จ.ชัยนาท   และได้ไปแจ้งทำบัตรประชาชนใหม่ที่ชัยนาทอีกครั้ง  แต่จากการสอบถามผู้ร้องเรียน และญาติที่เดินทางมาวันนี้ก็ยืนยันว่า น.ส.ลำใย ไม่เคยเดินทางไปที่ จ.ชัยนาท  และไม่มีญาติพี่น้องอยู่ที่นั่นเลย   

ส่วนที่ไม่ได้มีการดำเนินการต่อเนื่อง เพราะหลังจากมีการยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือที่ที่ว่าการอำเภอ เมื่อปี 2552  แล้ว ผู้ร้องก็เงียบหายไปไม่ได้มาติดต่ออีก  แต่หลังจากที่เดินทางมาในวันนี้เพื่อติดตามเรื่องและขอความช่วยเหลืออีกครั้ง   ทางอำเภอก็จะได้ทำการสอบถามรายละเอียดทั้งจากตัวผู้ร้อง  และญาติใกล้ชิด   เมื่อสอบสวนเสร็จก็จะทำบันทึกเสนอนายอำเภอ   เพื่อขออนุมัติให้ทำบัตรประชาชนให้กับผู้ร้องเรียนที่ถูกสวมบัตร  พร้อมทั้งจะได้ทำเรื่องไปยังส่วนกลางเพื่อทำการระงับรายการบัตรประชาชนของอีกบุคคลหนึ่งที่สวมบัตร  หลังจากนั้นจะได้ออกบัตรให้กับเจ้าตัวที่แท้จริงให้เร็วที่สุด  คาดว่าจะใช้เวลาไม่นานเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อน               

ปลัดอาวุโสชี้หญิง 52 ถูกสวมบัตร หากจนท.รัฐเอี่ยวเจอโทษหนัก

อย่างไรก็ตามหากสอบข้อเท็จจริงแล้วพบว่ามีเจตนาสวมบัตรประชาชนจริง   ก็จะมีความผิดตามกฎหมาย  แต่ตามกระบวนการขั้นตอนในเบื้องต้นต้องเร่งแก้ปัญหาให้กับผู้บริสุทธิ์ก่อน   เพื่อให้ผู้ที่ถูกกระทบสิทธิในการสวมบัตรได้รับบัตรโดยเร็ว  ก็จะเร่งดำเนินการให้โดยเร็วที่สุด โดยตนจะทำการสอบสวนด้วยตัวเอง   หลังจากนั้นจึงจะสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด   ส่วนจะมีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจหรือเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่นั้น  เป็นอีกกระบวนการหนึ่งที่จะดำเนินการในภายหลัง   แต่จากการดูเอกสารหลักฐานเบื้องต้น เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดจากความผิดพลาดน่าจะเจตนาสวมบัตร   แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนก็ต้องสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริง ประกอบกับหาเอกสารหลักฐานมาประกอบยืนยันด้วย  แต่เท่าที่เคยปรากฏลักษณะนี้ส่วนใหญ่เป็นการเจตนาสวมมากกว่า   หากมีการจงใจกระทำผิดจริงก็มีความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน  ซึ่งมีโทษทางอาญา  ผู้ที่รับรองทำบัตรให้ก็ต้องมีความผิดด้วยเช่นกัน

ปลัดอาวุโสชี้หญิง 52 ถูกสวมบัตร หากจนท.รัฐเอี่ยวเจอโทษหนัก