นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุขกล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ว่าในวันนี้คณะกรรมการฯ ได้หารือถึงนโยบายการให้วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ซึ่งในเร็วๆ นี้จะได้วัคซีนของบริษัท ซิโนแวก จำนวน 2 ล้านโดส และเดือนมิถุนายนมีวัคซีนที่สั่งซื้อจากบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า 26 ล้านโดสและที่จองเพิ่ม 35 ล้านโดสรวมเป็น 63 ล้านโดส
ถือว่าการกระจายวัคซีนในครั้งนี้จะครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายและได้วางแผนการบริหารจัดการการให้วัคซีนมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยมีคุณภาพให้ทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยตามนโยบายรัฐบาลโดยได้แต่งตั้งผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานคณะอนุกรรมการอำนวยการบริหารจัดการการให้วัคซีนซึ่งมีการประชุมเตรียมการคณะทำงานทั้ง 6 คณะเป็นอย่างดีและได้เตรียมขั้นตอนการให้บริการวัคซีนโควิด-19 แก่ประชาชนอย่างเป็นระบบ
ทั้งนี้ คณะกรรมการฯได้เห็นชอบแผนกลยุทธ์การบริหารจัดการการให้วัคซีนโควิด 19 พ.ศ.2564 ซึ่งมี 2 ระยะ
โดยในระยะแรก ที่วัคซีนมีปริมาณจำกัด เพื่อลดการป่วยรุนแรงและเสียชีวิตจากโควิด-19 รักษาระบบสุขภาพของประเทศ ฉีดให้ 5 กลุ่ม ได้แก่บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้าทั้งภาครัฐและเอกชน, ประชาชนที่มีโรคประจำตัว ได้แก่ โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรงโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมองมะเร็งที่อยู่ในระหว่างเคมีบำบัด รังสีบำบัด ภูมิคุ้มกันบำบัด โรคเบาหวาน โรคอ้วนน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัมหรือ BMI มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร, ประชาชนที่มีอายุ 60 ขึ้นไป เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโรคโควิด 19 ที่มีโอกาสสัมผัสผู้ป่วยรวมทั้งประชาชนทั่วไป และแรงงานในพื้นที่ระบาดของโควิด-19
ส่วนระยะที่ 2 เมื่อวัคซีนมากขึ้นและเพียงพอ เพื่อรักษาเศรษฐกิจ สังคมและความมั่นคงของประเทศสร้างภูมิคุ้มกันในระดับประชากรและฟื้นฟูประเทศให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติฉีดให้กับ 7 กลุ่ม ได้แก่ ประชาชนทั่วไป, แรงงานในภาคอุตสาหกรรม, ผู้ประกอบอาชีพด้านการท่องเที่ยว เช่น พนักงานโรงแรม สถานบันเทิงมัคคุเทศก์,ผู้เดินทางระหว่างประเทศ เช่นนักบิน/ ลูกเรือ นักธุรกิจระหว่างประเทศ, นักการทูต เจ้าหน้าที่องค์กรระหว่างประเทศ, กลุ่มเป้าหมายระยะที่ 1 ในจังหวัดที่เหลือ และบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขอื่น ๆ
"แผนการกระจายวัคซีนโควิด-19 ระยะแรกเดือน ก.พ.-พ.ค.64 จำนวน 2 ล้านโดส ฉีดให้กับกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด คือ จังหวัดสมุทรสาครและจังหวัดที่ยังพบผู้ป่วย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานีระยอง ชลบุรี จันทบุรี ตราด และตาก ระยะที่ 2 เดือนมิ.ย.-ธ.ค.64 จำนวน 61 ล้านโดสโดยมีโรงพยาบาลรัฐและเอกชนให้บริการกว่า 1,000 แห่งวางแผนฉีดวัคซีนเดือนละ 10 ล้านโดส เพื่อฉีดวัคซีนให้ครบทั้ง 63 ล้านโดส ภายในปี 2564"
นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังเห็นชอบร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุขเรื่องด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศ (ฉบับที่ ) พ.ศ. . โดยจัดตั้งด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา ข้ามแม่น้ำเมย แห่งที่ 2 อ.แม่สอดจ.ตาก เพิ่มอีก 1 แห่ง เป็นด่านควบคุมโรคระหว่างประเทศด่านที่ 69 ของประเทศเพื่อให้มีบุคลากรด้านการป้องกันควบคุมโรคปฏิบัติหน้าที่ประจำที่ด่านฯซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเดินทางผ่านเข้า-ออกเป็นจำนวนมาก