เนชั่นทีวี

ข่าว

'โรงแรม-ท่องเที่ยว' พักหนี้ยาว ธปท.สั่งแบงก์เกาะติดโควิด

23 ธ.ค. 2563 | apirak_pra

'โรงแรม-ท่องเที่ยว' พักหนี้ยาว ธปท.สั่งแบงก์เกาะติดโควิด

ธปท.เผยลูกหนี้"โรงแรม-ท่องเที่ยว"มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ขอพักหนี้ต่อเนื่องยาวถึง มิ.ย.ปี 2564 สั่ง"แบงก์พาณิชย์-แบงก์รัฐ"เกาะติดเอฟเฟ็คโควิดระบาดรอบ 2 ใกล้ชิด พร้อมตั้งคณะกรรมการพิจารณาช่วยเหลือลูกหนี้เร่งด่วน

23 ธันวาคม 2563 นางวิเรขา สันตะพันธุ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สำหรับความคืบหน้าการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านมาตรการต่างๆที่ผ่านมา พบว่า ลูกหนี้ที่ขอรับการช่วยเหลือทยอยลดลงต่อเนื่อง จาก 7.2 ล้านล้านบาท ในเดือนก.ค. 2563 เหลือ 6 ล้านล้านบาท ในต.ค.ที่ผ่านมา โดยพบว่าเมื่อครบกำหนดพักหนี้ ลูกหนี้ส่วนใหญ่สามารถกลับชำระหนี้ตามปกติได้ ทั้งนี้การช่วยเหลือที่ผ่านมาเป็นลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ 55% และของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 45%
โดยหากแยกกลุ่มลูกหนี้ ล่าสุดพบว่า ลูกหนี้ธุรกิจที่สามารถชำระได้ตามเงื่อนไข 66% และอีก 32% ต้องปรับโครงสร้างหนี้ และมีเพียง 2% คิดเป็นวงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ที่เป็นกลุ่มลูกหนี้เปราะบางที่ธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถติดต่อได้
ขณะที่ ลูกหนี้รายย่อยพบว่า 70% สามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข และ 29% ต้องปรับโครงสร้างหนี้ หรือใช้มาตรการผ่อนปรนมารองรับ ขณะที่ 1% หรือ 1.2หมื่นล้านบาท ยังเป็นกลุ่มเปราะบางที่ไม่สามารถติดต่อได้

'โรงแรม-ท่องเที่ยว' พักหนี้ยาว ธปท.สั่งแบงก์เกาะติดโควิด

อย่างไรก็ตาม หากดูภาพรวมการช่วยเหลือลูกหนี้ พบว่า ลูกหนี้ธุรกิจที่ยังใช้สิทธิพักหนี้ต่อจากต.ค. ถึงสิ้นปีนี้ มีราว 92-95% ขณะที่มีเพียงราว 5% หรือราว 1.5 หมื่นล้านบาท ที่ขอพักหนี้ต่อถึงมิ.ย. 2564 จากลูกหนี้ที่เข้าสู่การปรับโครงสร้างหนี้ต่อ 32% ในข้างต้น โดยส่วนใหญ่ พบว่าเป็นกลุ่มโรงแรม ท่องเที่ยวที่เกี่ยวเนื่อง ที่ขอพักหนี้ต่อ เพราะบางส่วนขอรอดูกระแสเงินสดในระยะข้างหน้าก่อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหนี้ธุรกิจที่ไม่วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 100 ล้านบาท
ทั้งนี้จากสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอนสูง จากไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ในพื้นที่สมุทรสาคร ที่มีการแพร่ระบาดจนนำไปสู่ล็อกดาวน์ ล่าสุดธปท.ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด
อีกทั้งได้ให้สถาบันการเงินติดตามลูกหนี้มากขึ้น เพื่อติดตามผลกระทบที่มีต่อลูกหนี้ของแต่ละธนาคารว่ามีผลกระทบรุนแรง หรือกระทบต่อลูกหนี้อย่างไรบ้าง โดยการทำงานเชิงรุกในการติดตามช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ หรือดิจิทัล ในช่วงที่มีการล็อกดาวน์ เพื่อสามารถเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ได้อย่างรวดเร็ว
"ล่าสุดเรามีการคุยกับแบงก์ และแบงก์รัฐใกล้ชิด ติดตามสถานการณ์ทุกวัน ซึ่งแบงก์และแบงก์รัฐ ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์และออกแบบการช่วยเหลือ หรือการดูแลลูกค้าว่าจะทำอย่างไร และมอนิเตอร์ว่าทำอย่างไรได้บ้างว่าเหตุการณ์นี้ผลกระทบต่อลูกค้าอย่างไร และพร้อมจะปรับมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม แต่คงเป็นมาตรการที่เฉพาะเจาะจง คงไม่ใช่มาตรการที่ออกมาเพื่อใช้ในวงกว้างเหมือนอดีต"


'โรงแรม-ท่องเที่ยว' พักหนี้ยาว ธปท.สั่งแบงก์เกาะติดโควิด

อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรการการช่วยเหลือลูกหนี้ ผ่านมาตรการต่างๆของธปท. ที่ได้ดำเนินการต่อเนื่อง มาตั้งแต่ ต้นปี 2563 ปัจจุบัน ปรับจากการให้การช่วยเหลือเป็นวงกว้าง ปรับมาเป็นการให้ความช่วยเหลือเชิงรุก และตรงจุดที่เหมาะสมกับความต้องการลูกหนี้แต่ละรายนั้น ถือว่าได้ผล และมีความคืบหน้าตามเจตนารมณ์ของการปรับนโยบายจากครอบคลุมเป็นเจาะจง ซึ่งเห็นได้จากสถานะและความสามารถการจ่ายชำระหนี้ได้ตามเงื่อนไข ในภาพรวมที่ปรับดูดีขึ้น จึงไม่เกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว หรือหน้าผาการเงิน (Cliff effect ) หลังมาตรการพักหนี้ทยอยครบกำหนด
สำหรับมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ปี 2563 ที่ผ่านมา ตั้งแต่เกิดโควิด-19 ระบาด ที่มาผลกระทบต่อภาคธุรกิจไม่เท่ากัน ส่งผลให้ธปท.มีการออกมาตรการออกมาช่วยเหลือภาคธุรกิจและรายย่อยต่อเนื่อง จากมาตรการทั่วไป สู่การช่วยเหลือที่เฉพาะเจาะจง และช่วยเหลือให้ลูกหนี้มีภาระหนี้ที่ลดลง
โดยมาตรการที่ธปท.ออกมา เริ่มตั้งแต่ ก.พ. ปี 2563 ที่ธปท.ได้มีการเร่งช่วยเหลือลูกหนี้ธุรกิจและรายย่อยและปรับปรุงโครงสร้างหนี้ในเชิงป้องกัน สำหรับลูกหนี้ธุรกิจและรายย่อย ขณะที่ มี.ค.2563 ธปท.ได้มีการออกมาตรการโดยการช่วยเหลือลูกหนี้แบบปูพรม โดยการช่วยเหลือลูกหนี้เอสเอ็มอี และรายย่อย ด้วยการพักหนี้เงินต้น และหรือ ดอกเบี้ย ส่วนเม.ย. มีมาตรการพักชำระหนี้เอสเอ็มอี ตามพ.ร.ก.ระหว่างเดือน พ.ค.-ต.ค. 2563 และ มิ.ย. ให้ลูกหนี้รายย่อยสามารถรับการช่วยเหลือแบบผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระหนี้ แบบเฉพาะเจาะจง
ทั้งนี้ ก.ย.ที่ผ่านมา ธปท.ได้มีการออกมาตรการเพิ่มเติม โดยการปรับโครงสร้างหนี้ธุรกิจที่มีเจ้าหนี้หลายราย (DR BIZ) และรวมหนี้บ้านกับหนี้รายย่อยอื่นๆ (Debt consolidation) ส่วนในเดือนต.ค. ธปท.ได้มีการปรับโครงสร้างหนี้เอสเอ็มอี หลังสิ้นสุดมาตรการชะลอการชำระหนี้ และล่าสุดมีการปรับเกณฑ์การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระชำระหนี้และการตัดชำระหนี้ ซึ่งจะมีผลในเม.ย.ปี 2564 เพื่อช่วยลูกหนี้ให้มีภาระที่ลดลงในอนาคต
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ

ข่าวล่าสุด