"บีทีเอสเรามีหน้าที่แค่ไปให้ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสิน แต่จะกำหนดอัตราเท่าไหร่ อยู่ที่ กทม.ตัดสินซึ่งหากจะกำหนดราคา 65 บาทก็สามารถทำได้ แต่จะทำให้ กทม.ต้องแบกรับต้นทุนการเดินรถ และจะเข้ามาเป็นภาระเพิ่มเติมจากหนี้เดินรถที่มีอยู่กว่า 8 พันล้านบาท โดยที่ผ่านมาบีทีเอสได้รายงานภาระหนี้สินจากการเดินรถให้ กทม.ทราบอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ได้ดำเนินการฟ้องร้องเพื่อเรียกค่าชดเชย และยังไม่มีแนวคิดที่จะฟ้องร้อง"
พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 18 ธ.ค.ที่ผ่านมา กทม.ได้นัดหารือร่วมกับบีทีเอส เคที สำนักการจราจรและขนส่ง และสำนักงบประมาณของ กทม. เพื่อพิจารณาอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียว ตามกำหนดที่จะเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ และเริ่มเก็บค่าโดยสารในวันที่ 16 ม.ค.2564 เบื้องต้นเป็นการหารือและเปรียบเทียบราคา ว่าจะกำหนดอัตราใด กทม.ขาดทุนเท่าไหร่ แต่จากการประเมินก็พบว่าไม่ว่าจะจัดเก็บอัตราใด กทม.ก็คาดว่าจะขาดทุนทั้งหมด เนื่องจากราคาตามต้นทุนอยู่ที่ราว 158 บาท โดย กทม.ยืนยันว่าจะไม่เก็บในราคาสูงเช่นนั้น เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับค่าครองชีพสูง
"เราจะมาดูราคากันว่าเก็บเงินเท่าไหร่ ขาดทุนเท่าไหร่ แต่เก็บแบบไหนก็คาดว่าขาดทุนหมด ดังนั้นตอนนี้ยังไม่สามารถบอกรายละเอียดได้"
อย่างไรก็ดี เวลานี้ยอมรับว่าไม่ทราบว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะพิจารณาเรื่องต่ออายุสัมปทานอีกเมื่อไหร่ แต่ได้หารือกับบีทีเอสเบื้องต้นว่าหากต่ออายุสัมปทาน ทางบีทีเอสต้องรับภาระหนี้ของกรุงเทพมหานครประมาณ 1 แสนล้านบาท รวมถึงต้องทยอยจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับกรุงเทพมหานครตั้งแต่ปี 2572 ถึงปี 2602 ตลอดอายุสัมปทานรวมประมาณ 2.4 แสนล้านบาท และอยากให้ตรึงราคาเก็บค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 65 บาทไปจนถึงปี 2585 ซึ่งเป็นปีที่หมดสัญญาการจ้างเดินรถ