นายสกุลผู้บาดเจ็บเปิดเผยรายละเอียดว่า ประมาณเดือนกันยายน 2562 ได้ติดต่อขอกู้เงินนอกระบบจากนายทุนฉายาเจ๊ปากแดง อายุประมาณ 40 ปีเศษ ที่มาตั้งออฟฟิศอยู่ในเขตอำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ จำนวน 20,000 บาท โดยมีเงื่อนไขว่าจ่ายเฉพาะ
กระทั่งถึงเดือนมีนาคม 2563 เกิดสถานการณ์โรคโควิด-19 ระบาดไปทั่วโลก จังหวัดนครพนมมีคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น สั่งล็อกดาวน์จังหวัดห้ามบุคคลภายนอกเข้าในพื้นที่ ส่วนคนในพื้นที่จะออกนอกเขตได้ต้องมีเหตุจำเป็นเท่านั้น ตนจึงโทรศัพท์ไปหาเจ๊ปากแดงขอระงับการส่งเงินดอกเป็นการชั่วคราว เพราะไม่สามารถออกไปหาเงินมาให้ได้ ซึ่งเจ๊เจ้าของเงินกู้ไม่ยอมต้องให้จ่ายดอกต่อเนื่องห้ามขาดเด็ดขาด ตนก็บอกว่าลำพังส่งแต่ดอกวันละ 400 บาท เป็นเวลา 6 เดือน ก็เป็นเงิน 61,200 บาทแล้ว และตนเพิ่งจ่ายเงินต้นไป 5,000 บาท เมื่อเดือนกุมภาพันธ์มานี้เอง ยอดเงินต้นจึงคงค้าง 15,000 บาท ควรผ่อนผันกันบ้าง ซึ่งเจ๊ปากแดงอ้างว่าหยุดจ่ายดอกไม่ได้เพราะต้องจ่ายรายเดือนให้เจ้าหน้าที่เป็นแสน การเจรจาในครั้งนั้นจึงล้มเหลว
เวลาผ่านไป 3 เดือน คือเดือนมิถุนายน 2563 สามีของเจ๊ปากแดงฉายา"ดำ คลองตัน"โทรศัพท์มาถามว่าจะจ่ายหรือไม่ ตนก็ยืนยันคำเดิมว่าของดส่งดอกเบี้ยให้เหลือเพียงเงินต้น 15,000 บาทเท่านั้น จากนั้นก็วางหูทันที จนถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2563 ตนได้ไปร่วมงามศพที่บ้านดอนสะฝาง ต.โพนทอง อ.บ้านแพง เวลาประมาณบ่ายสามโมง ได้พบลูกน้องของเจ๊ปากแดงเข้ามาในงาน และเอ่ยถามตนว่าจะจ่ายหรือไม่ ตนตอบกลับไปขอคุยกับเฮียเท่านั้น และลูกน้องคนนั้นก็เดินจากไป อีกไม่นานก็มีลูกน้องนายทุนอีกคนมานั่งประกบด้านหลังได้เอ่ยถามคำเดิมอีกตนก็ตอบไปเหมือนเก่า และก็ยังถามตนต่อว่าคืนนี้จะมาอีกไหม ตนก็ตอบมาสิให้เฮียมาคุยเลย
และในวันเดียวกันเวลาประมาณ 22.00 น. ตนเหนื่อยเพลียจึงมานอนรอภรรยาคือนางสาววิลารัตน์อยู่ในรถ โดยเปิดกระจกด้านขวาระบายลม ปรากฏว่ามีลูกน้องของเจ๊ปากแดงที่พบเมื่อช่วงบ่ายเดินมาประกบข้างรถซ้ายขวา ดึงคอเสื้อตนลงมารุมกระทืบจึงเกิดการชุลมุนกัน ไม่นานก็มีมาสมทบเพิ่มอีก 3 คน รวมเป็น 5 คน หนึ่งในนั้นตนจำได้เป็น"เฮียดำคลองตัน"ผัวของเจ๊ปากแดง ชักปืนพกสั้นออกมาตบที่ใบหน้าด้านซ้าย 1 ครั้ง จนทรุดลงกองกับพื้น พร้อมกับสั่งลูกน้องว่าเอามันให้ตาย ตนจึงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ แต่พวกลูกน้องยังเมาเท้ากระทืบจนมีสภาพสะบักสะบอม ก่อนจะพากันเดินขึ้นรถยนต์ที่จอดติดเครื่องรออยู่ ขับออกไปอย่างไม่สะทกสะท้านท่ามกลางสายตาของผู้คนจำนวนมาก โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย