โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อนุชา บูรพชัยศรี ระบุ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบช่วยเหลือกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยให้วงเงินค่าซื้อสินค้าบริโภคอุปโภคจำนวน 500 บาทต่อคนต่อเดือน ระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่ 1 มกราคม-มีนาคม 2564 สำหรับกลุ่มผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จำนวนไม่เกิน 13.7 ล้านคน วงเงิน ไม่เกิน 2.07 หมื่นล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเยียวยากลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐต่อเนื่องอีกระยะหนึ่งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น กระตุ้นการใช้จ่ายในท้องถิ่นช่วยเหลือผู้ประกอบการในพื้นที่ถือเป็นเศรษฐกิจฐานราก
นอกจากนี้ ครม.อนุมัติโครงการ "คนละครึ่ง" ระยะที่ 2 เริ่ม 1 มกราคม-มีนาคม 2564 เช่นกัน ประกอบด้วยผู้ได้รับสิทธิ์เดิมตามโครงการคนละครึ่งจำนวนไม่เกิน 10 ล้านคน และผู้ลงทะเบียนโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 จำนวนไม่เกิน 5 ล้านคน รวมถึงผู้ถูกตัดสิทธิจากการไม่ใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง ร้านค้าที่ร่วมโครงการ จำหน่ายสินค้าประเภท อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป โดยไม่รวมถึงสินค้าสลากกินแบ่ง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ และบริการต่างๆ ระยะเวลาดำเนินงาน 3 เดือน วงเงินรวม 2.25 หมื่นล้านบาท
สำหรับผู้ได้รับสิทธิ์ตามโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 จำนวน 15 ล้านคน ประกอบด้วย ผลทะเบียนเดิมจะได้สิทธิ์สนับสนุนค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป จากภาครัฐเพิ่มเติม 500 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 หรือไม่เกิน 3,500 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ
ส่วนผู้ลงทะเบียนใหม่ เริ่มลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 16 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป ในเวลา 06.00-23.00 น. ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com และยืนยันตัวตนผ่านระบบ g-Wallet แอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" เพื่อรับสิทธิ์ตามโครงการ โดยใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม -31 มีนาคม 2564 และจะได้สิทธิ์ไม่เกิน 3,500 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ เงื่อนไขของโครงการ
"โครงการคนละครึ่งระยะที่ 2 ที่ ครม.อนุมัติคาดว่าจะทำให้มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 45,000 ล้านบาท ส่งผลให้จีดีพีขยายตัว 0.14% แต่เมื่อรวมทั้ง 2 ระยะ มีเงินหมุนเวียนในระบบจะสูงถึง 105,000 ล้านบาท จีดีพีขยายตัว 0.32%"
นอกจากนี้ โครงการนี้เป็นโครงการของรัฐบาล ที่ตั้งใจจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนทั้งในส่วนของค่าอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าทั่วไป กระตุ้นการบริโภคและจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศ ช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะหาบเร่ แผงลอย ให้มีรายได้จากการขายสินค้ามากยิ่งขึ้น เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจถึงระดับฐานรากอย่างต่อเนื่อง"