16 พฤศจิกายน 2563 นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ประสบปัญหาภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วงเป็นประจำ โดยเฉพาะส่วนท้ายเขื่อนรัชชประภาที่ไม่มีระบบการกระจายน้ำเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้ง ทำให้เกษตรกรบริเวณท้ายน้ำของอ่างเก็บน้ำ ได้แก่ ตำบลเขาพัง ตำบลพระแสง ตำบลพรุไทย ไม่สามารถนำน้ำจากเขื่อนรัชชประภาไปใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากไม่มีระบบชลประทาน ทำให้ปริมาณน้ำที่ปล่อยออกจากเขื่อนประมาณ 2,000-3,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปีไหลลงสู่ทะเล กรมฯ จึงจะดำเนินโครงการพัฒนาระบบชลประทานบริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นการต่อยอดโครงการพัฒนาที่ได้ดำเนินการแล้ว ให้มีการใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างจริงจังจนถึงเกษตรกรระดับรากหญ้า
โดยจากการศึกษาโครงการพัฒนาและปรับปรุงแหล่งน้ำที่อยู่ในแผนพัฒนาของหน่วยงานในเขตพื้นที่ลุ่มน้ำตาปี มีผลต่อการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ซึ่งตามแผนงานยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการลุ่มน้ำตาปี ตามแผนงานรายจ่ายระยะปานกลาง (MTEF) ร่วมกับที่เสนอเพิ่มเติมโดยกลุ่มบริษัทที่ปรึกษา มีจำนวน 76 โครงการ เป็นจำนวนเงินรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 9,809.162 ล้านบาท กรมฯ ได้จัดลำดับความสำคัญของโครงการเพื่อนำไปศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงสรุปได้ว่า โครงการพัฒนาระบบชลประทานบริเวณพื้นที่ท้ายเขื่อนรัชชประภา (สถานีสูบน้ำคลองแสงพร้อมระบบส่งน้ำ) และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งน้ำ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง มีความเหมาะสมที่จะนำไปศึกษาต่อไป